Monday, 30 July 2012

อะมีบา...มันมาอีกแล้ว!!

ยังไม่ทันหายกังวลเกี่ยวกับเชื้อเอนเทอโรไวรัส71เลย ใช่มั้ยคะ
ยังต้องมาวาดระแวงกับเชื้อเก่าที่กลับมาใหม่อีกแล้ว เชื้อนั้นคือ เชื้ออะมีบา นั่นเองคะ
และในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักเกี่ยวกับเชื้อนี้กันนะคะว่ามันคือเชื้ออะไร? ส่งผลต่อเราอย่างไร?และเราจะป้องกันเชื้อนี้อย่างไร?


เชื้ออะมีบาคืออะไร?
เชื้ออะมีบาเป็นกลุ่มโปรโตซัวร์ สัตว์เซลล์เดียวที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติ 
มักจะอยู่ตามแหล่งน้ำจืดที่มีลักษณะน้ำขัง นิ่งขุ่น และในดิน 


สำหรับเชื้ออะมีบานี้มี 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ


กลุ่มที่ 1 Naegleria fowleri //เนคเกอเรีย ฟาวเลอรี่ 
ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอันตรายมากที่สุด เข้าสู่ร่างกายทางจมูก
เชื้อจะขึ้นสมองโดยผ่านทางเส้นประสาทรับกลิ่น ทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เรียกว่า Primary amoebic meningo - encephalitis (PAM) ซึ่งมีอาการรุนแรง เชื้อนี้มักรักษายาก การใช้ยากลุ่มปฏิชีวนะมักได้ผลน้อย ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเสียชีวิตภายใน 10 วัน


กลุ่มที่ 2  Acanthamoeba// อะคันทามีบา
 มี 4 สายพันธุ์ด้วยกันคือ
Acanthamoeba cibertsoni ทำให้เกิดโรคที่สมอง 
- Acanthamoeba  cactellanii ทำให้เกิดโรคในสมอง ตา กระดูก 
Acanthamoeba polyphageทำให้เกิดโรคที่ตาหรือคอนแทกต์เลนส์ 
Acanthamoeba astronyxis ทำให้เกิดโรคที่สมองและผิวหนัง


กลุ่มที่ 3 ได้แก่  Balamuthia mandaris//บาลามูเทีย แมนดาริส 
เข้าสู่ร่างกายได้ 2 ทางคือ 
1.ทางผิวหนัง 
ทำให้ผิวหนังอักเสบเป็นหนอง และลุกลามผ่านกระแสเลือดขึ้นสู่สมองและทำให้สมองอักเสบ (Granulomatous amoebicencephalitis; GAE) 
2.ทางเยื่อบุตา ทำให้เยื่อบุตาอักเสบ (Kerato - Conjunctivitis) อาจทำให้ตาบอดได้ เชื้อดังกล่าวเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัว 3 - 7 วัน


การติดต่อ//การรับเชื้ออะมีบา รับได้อย่างไร?


เชื้ออะมีบาไม่ติดต่อจากคนไปสู่คน  ไม่มีพาหะในการนำโรค
แต่เป็นโรคติดต่อจากแหล่งน้ำโดยตรง เชื้อเนคเกอเรียจะติดต่อได้ก็ต่อเมื่อสำลักน้ำเข้าทางจมูกเท่านั้นเพราะที่โพรงจมูกจะมีประสาทเส้นหนึ่งซึ่งเป็นประสาทรับรู้กลิ่นเชื่อมต่อกับสมองโดยตรง อะมีบาจะใช้เส้นทางนี้เข้าสู่สมอง จากนั้นอะมีบาจะแตกตัวกัดกินสมองจนผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด
          สำหรับการดื่มหรือกินเชื้อนี้เข้าไปจะไม่เป็นอะไรเพราะในระบบทางเดินอาหารจะมีกรดและน้ำย่อยที่ทำลายอะมีบาให้ตายได้ ส่วนเชื้ออะคันธามีบา สามารถติดต่อผ่านผิวหนังที่เป็นแผล เข้าสู่ปอด หรือติดต่อผ่านแผลกระจกตา จากนั้นเชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือดและเข้าสู่สมองเช่นเดียวกันแต่ต้องได้รับในปริมาณพอสมควรเชื้อจึงจะก่อโรคได้ เพราะฉะนั้นในสระว่ายน้ำ น้ำประปา ที่มีคลอรีนมาตรฐานอยู่ในระบบกรองน้ำหรือคูคลองที่น้ำไหลเวียน จะไม่มีเชื้อนี้อาศัยอยู่ น้ำประปา น้ำต้ม น้ำกรองจึงสามารถดื่มได้เพราะจะไม่มีเชื้อนี้คะ






อาการเริ่มต้นของผู้ป่วย 
จะเริ่มมีอาการไข้หวัด ปวดศรีษะ ซึม และเมื่ออาการรุนแรงขึ้นถึงจะแสดงอาการทางสมอง โดยจะคลื่นไส้ อาเจียน คอแข็ง ไขสันหลังอักเสบ ต้องได้รับการตรวจชิ้นเนื้อสมองหรือเจาะน้ำไขสันหลังดู เพื่อวินิจฉัยว่าผู้ป่วยได้รับการติดเชื้อจากอะมีบา นั่นเอง


เชื้ออะมีบาจะแบ่งตัวได้ดีในสมองคน เพราะในสมองคนมีอุณหภูมิพอเหมาะ มีอาหารสมบูรณ์ อะมีบาจึงเจริญเติบโตได้ดี โดยเฉพาะในฤดูร้อน เชื้ออะมีบาจะเจริญเติบโต แบ่งตัวได้มากกว่าและเร็วกว่าปกติอีกด้วยนะคะ ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดในการป้องกันคือ ไม่ให้สำลักน้ำตามแหล่งน้ำต่างๆเข้าสู่โพรงจมูก และ ไม่เดินลุยน้ำที่ขังและไม่สะอาด พึงสังเกตอาการผิดปกติต่างๆของตนเองตลอดเวลาอีกด้วยคะ เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเเละคนที่เรารักนะคะ 




ติดเชื้ออะมีบา,อะมีบา,Amoeba

ที่มาของรูปภาพ : Google.com











Wednesday, 25 July 2012

ทำอย่างไรจะปลอดภัย...เมื่อใช้"ยาปฏิชีวนะ"

ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ//การแพทย์ ทุกวันนี้มันเยอะยิ่งนักนะคะ
ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคที่มันพัฒนาตัวมันเองแข่งกับยาต้านที่มนุษย์เราผลิตมาเพื่อสู้กับมัน
ต่างคนต่างดิ้นรน น่าเหนื่อยจังเลย...

เมื่อร่างกายของเราก็เหมือนกับเครื่องจักร ทำทุกวันหนักๆไม่พัก สักวันมันก็ต้องมีวันเสื่อมวันพังเป็นเรื่องสัจธรรมของชีวิต แต่เราจะทำอย่าางไร ป้องกันหรือส่งเสริมอย่างไรให้ร่างกายหรือเครื่องจักรของเราไม่เสื่อมสภาพ//หรือว่าง่ายๆเสื่อมสภาพแบบน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อโลกเปลี่ยนไปวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลง ก็มีการพัฒนาทั้งยารักษาโรค การรักษา การผ่าตัด ให้ทันสมัยเพื่อรับมือกับการยื้อชีวิตให้กลับมาเป็นปกติที่สุด

1ในการรักษาโรคทั่วไปคือ ยา
และยานี่เองคือสารเคมีที่จะเข้าร่างกายไปช่วยให้ร่างกายของเราดีขึ้น แต่..เราสามารถซื้อยามารับประทานเองได้หรือไม่?? และจะต้องปรึกษาใคร??
ยาชนิดหนึ่งที่ทุกคนคงเคยได้รับยาชนิดนี้กันมาเเล้วอย่างแน่นอนคือ ยาแก้อักเสบ หรือ ยาปฏิชีวนะ นั่นเองคะ

      ยาปฏิชีวนะคือยาอะไร?

ในวงการแพทย์มักเรียกยาปฏิชีวนะว่า แอนติไบโอติก (Antibiotics) หมายถึง ยาต้านสิ่งมีชีวิต ซึ่งสิ่งมีชีวิตในที่นี้ คือ เชื้อโรคนั่นเอง โดยทั่วไปมักเป็นเชื้อแบคทีเรีย บางคนจึงเรียกว่า ยาต้านแบคทีเรีย (แอนติแบคทีเรียล/Antibacterial) แต่ยังอาจครอบคลุมถึงเชื้อไวรัสบางชนิด และเชื้อราบางชนิดอีกด้วยคะ

ยาปฏิชีวนะรักษาโรคได้อย่างไร?

กลไกการออกฤทธิ์ของยาปฏิชีวนะ มีกระบวนการทำลายและยับยั้งการเจริญ เติบโตของเชื้อแบคทีเรียโดย 
-ทำลายเยื้อหุ้มเซลล์ซึ่งส่งผลทำให้สมดุลในการดำรงชีวิตของเชื้อโรคเสียไปและตายในที่สุด         
-ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ (Cell Wall) ซึ่งเป็นผนังภายนอกสุดของเซลล์ ที่ห่อหุ้มเยื่อหุ้มเซลล์อีกชั้นหนึ่ง ด้วยกลไกนี้จะทำให้เชื้อแบคทีเรียต่างๆไม่สามารถแพร่พันธุ์ จึงหยุดการเจริญเติบโต
-ก่อกวนการสังเคราะห์สารพันธุกรรม(ดีเอนเอ และ อาร์เอนเอ)
ในตัวของเชื้อแบคทีเรีย  กลไกดังกล่าวจะทำให้เชื้อแบคทีเรีย ไม่สามารถผลิตลูกหลานออกมาได้อีกต่อไป
-กระตุ้นให้เชื้อแบคทีเรีย ปลดปล่อยน้ำย่อยออกมาย่อยตัวเองและตายลงในที่สุด
อนึ่ง ความสามารถในการทำลายเชื้อแบคทีเรียของยาปฏิชีวนะ ไม่ได้ขึ้นกับวิธีการ หรือกลไกทำลายเชื้อโรคเท่านั้น แต่ยังขึ้นกับความสามารถในการนำ หรือพายาปฏิชีวนะไปยังอวัยวะที่มีการติดเชื้อ หากร่างกายไม่สามารถนำยาไปยังอวัยวะที่มีการติดเชื้อได้ ก็ไม่สามารถทำลายเชื้อโรคได้ ซึ่งการนำยาไปยังอวัยวะเป้าหมาย มีหลายช่องทาง
 เช่น การกิน การฉีดใต้ผิวหนัง การฉีดเข้ากล้ามเนื้อ การฉีดเข้าหลอดเลือดดำ และ การทาที่ผิวหนัง

ใช้ยาปฏิชีวนะนานๆ หรือ พร่ำเพรื่อ ส่งผลเสียอะไรบ้าง?

การใช้ยาปฏิชีวนะ ต้องใช้ให้เหมาะสม และตรงกับชนิดของโรคที่จะรักษา การได้รับยาไม่ครบตามปริมาณ และในขนาดที่เหมาะสม ส่งผลเสียโดยตรง คือ อาการของโรคไม่ดีขึ้น 
แต่การใช้ยาปฏิชีวนะนานเกินไป หรือใช้มากเกินไปก็มีผลเสีย ดังนั้นการเลือกใช้ยาปฏิชีวนะควรต้องอยู่ในการควบคุมดูแลของแพทย์ หรือขอคำ แนะนำจากเภสัชกรก่อนใช้เสมอ
ผลเสียจากใช้ยาปฏิชีวนะนานๆ หรือ พร่ำเพรื่อ ที่พบบ่อย คือ
-เชื้อโรคมีพัฒนาการต่อต้านยาปฏิชีวนะ ส่งผลให้เกิดภาวะดื้อยา (เชื้อดื้อยา)
-เกิดการกดภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายที่มีตามธรรมชาติ ทำให้ร่าง กายอ่อนแอลง ไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคได้ด้วยภูมิคุ้มกันของตัวเอง ซึ่งมักพบภาวะกดภูมิคุ้มกันกับการใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินไปในเด็ก
-เกิดการทำลายจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ซึ่งอาศัยอยู่ในทางเดินอาหาร ส่งผลให้การสร้าง และ/หรือ การดูดซึม วิตามินบางกลุ่มสูญเสียไป เช่น วิตามิน เค เป็นต้น
-ได้รับผลอันไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง) ของการใช้ยา เช่น ท้องเสีย ผื่นคัน ลมพิษ และ หอบหืด
-รบกวนการทำงานของยากลุ่มอื่น (ปฏิกิริยาระหว่างยา) เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะบางกลุ่มพร้อมกับยาคุมกำเนิด จะทำให้ฤทธิ์ในการคุมกำเนิดลดลง จนอาจเกิดการตั้งครรภ์ตามมาได้
ด้วยการซื้อยาปฏิชีวนะใช้เอง หรือใช้ตามคำบอกเล่า มักส่งผลเสียมากกว่าประโยชน์ที่ควรได้รับ เช่น
  • สูญเสียความสามารถในการรักษาโรค ด้วยเลือกใช้ยาปฏิชีวนะไม่ตรงกับโรค
  • ก่อให้เกิดพิษหรือการแพ้ยา ปฏิชีวนะ บางรายอาจถึงขั้นรุนแรงและเสียชีวิตในที่สุด
  • สูญเสียทางเศรษฐกิจ ด้วยค่าใช้จ่ายในการซื้อยาและไม่ได้รับประสิทธิผลของยาที่ใช้ในการรักษา
  • เป็นสาเหตุสำคัญของเชื้อดื้อยา ซึ่งต่อไปเมื่อเกิดติดเชื้อ มักจะรุนแรง รักษาได้ยาก มีโอกาสเสียชีวิตได้สูงขึ้น

ดังนั้น คำแนะนำสำคัญในการใช้ยาปฏิชีวนะ 
คือ ควรต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์เสมอ หรือ อย่างน้อยควรต้องปรึกษาเภสัชกร หรือ พยาบาล ก่อนซื้อยากินเองเสมอ เพราะนอกจากอันตรายดังกล่าวแล้ว ยังมีปัจจัยที่ต้องใช้ประกอบในการเลือกใช้ยาปฏิชีวนะอีกมากมาย เช่น ภาวะหอบหืด ภาวะตับ และ/หรือไตทำงานผิดปกติหรือไม่ วัยของผู้ป่วย ซึ่งต้องคำนวณการใช้ยาที่แตกต่างกันออกไป
นอกจากนี้ การแจ้ง แพทย์ พยาบาล และ เภสัชกร ให้ทราบว่าตนเองแพ้ยา (การแพ้ยา)ปฏิชีวนะกลุ่มใด หรือ ตัวใด   เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ยาให้ยิ่งสูงขึ้นอีกด้วยนะคะ
ขอขอบคุณที่มาของข้อมูล : Haamor.com//antibiotic



ยาปฏิชีวนะ,ยาฆ่าเชื้อ,antibiotic

ที่มาของรูปภาพ : Google.com






Tuesday, 24 July 2012

แค่น้ำเต้าหู้...ก็สวยได้

วันนี้ไม่ได้มาอัพความรู้เรืิ่องโรคให้ได้อ่านกันนะคะ แต่วันนี้ขอมาเล่าถึงคุณงามความดีของสารอาหารชนิดหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติทำให้สาวๆอย่างเรา ยังคงความสาวและสวย ผิวพรรณดีอยู่ได้ไปอีกนาน
ของสิ่งที่จะกล่าวถึงนี้ ราคาไม่แพง หามารับประทานง่ายมากๆคือ "น้ำเต้าหู้" นั่นเองคะ

น้ำเต้าหู้ ทำมาจากอะไร


วัตถุดิบในการผลิตน้ำเต้าหู้นี้หาง่ายมากๆคะ น้ำเต้าหู้ทำมาจากถั่วเหลือง ซึ่งวิธีในการทำก็ง่ายแสนง่าย

มีวิธีทำดีังต่อไปนี้คะ
-นำถั่วเหลือง ไปแช่น้ำไว้สัก1-2ชั่วโมง เพื่อให้เมล้ดถั่วเหลืองมันเปื่อย//นิ่มลง
-นำถั่วเหลืองที่แช่น้ำนั้นไปปั่นในเครื่องปั่นใส่น้ำเข้าไปด้วยนะคะ//หรือเครื่องสกัดน้ำเต้าหู้โดยเฉพาะก็ได้คะ(สะดวกดีด้วย)
-นำน้ำที่ปั่นจากเมล้ดถั่วเหลืองมากรองโดยผ้าขาวบาง
-เมื่อได้น้ำสกัดจากถั่วเหลืองแล้วก็นำไปต้มให้เดือด
-ปรุงรสด้วยการเติมน้ำตาล ใส่เครื่องเคียงลงไปด้วยเพื่อสุขภาพที่ดี เช่น ลุกเดือย ถั่วแดง วุ้น สาคู เม็ดแมงลัก หรืออย่างอื่นที่เราชื่นชอบก็ได้คะ

แล้วในน้ำเต้าหู้มีสารอะไร? ทำไมสาวๆอย่างเราถึงต้องกินนะ??

ถั่วเหลืองเป็นแหล่งไขมันและโปรตีนที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมไปถึงสารอาหารที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ ,บีรวม ,บี1,บี 2 ,บี 6 ,บี 12 ,ไนอาซิน ,เลซิทิน ซึ่งตัวหลังสุดช่วยในการบำรุงสมอง เพิ่มความทรงจำ นอกจากนี้สารอาหารที่อยู่ในนมถั่วเหลืองยังช่วยลดไขมันและคอเลสเทอรอล ป้องการเกิดโรคกระดูกพรุน โรคหัวใจล้มเหลว ท้องผูก สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ และริดสีดวงด้วยนะคะ

น้ำเต้าหู้กับสุขภาพ
    นมถั่วเหลืองให้พลังงานได้มากพอ ๆ กับนมวัว แม้ปริมาณโปรตีน วิตามินและเกลือแร่อื่น ๆ อาจได้ไม่เท่ากับนมวัว แต่ข้อดีที่สำคัญคือ กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน
 เพราะ ไขมันในนมถั่วเหลือง เป็นไขมันไม่อิ่มตัวมีมากถึง 63% 
                                           ไขมันอิ่มตัว 15 %
                                           ไขมันไม่อิ่มตัวชนิดเดี่ยวอีก 24 %
                                           และยังมี linoleic acid กรดไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย 

นอกเหนือจากคุณค่าในแง่ของพลังงานแล้ว ในนมถั่วเหลืองยังมีสารอาหารอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิตามินอี ที่มีในปริมาณที่สูง วิตามินอี มีส่วนสำคัญที่ช่วยต้านสารอนุมูลอิสระ ช่วยดูแลเนื้อเยื่อร่างกายให้เป็นปกติ ทำให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง และยังช่วยชะลอความแก่อีกด้วย ...เพราะฉะนั้น ถ้าใครทานนมถั่วเหลืองมาก ๆ ก็มีสิทธิแก่ช้า แถมยังได้ผิวพรรณที่สดใสอยู่กับเราไปนาน ๆ ด้วย

น้ำเต้าหู้ดีกับสุขภาพโดยเฉพาะกับผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทอง หากมีการรับประทานน้ำเต้าหู้อยู่เสมอจะช่วยลดอาการต่าง ๆ ของหญิงวัยหมดประจำเดือนไม่ว่าจะเป็นร้อนวูบวาบ ช่องคลอดแห้ง ไขมันสูง อารมณ์ไม่ปกติ ในน้ำเต้าหู้จะมีสารเคมีสำคัญตัวหนึ่ง คือ ไอโซฟลาโวน ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน ประโยชน์ของสารตัวนี้สามารถลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านม ส่วนคุณผู้หญิงที่ไม่อยู่ในช่วงวัยทองก็ได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน เพราะจะช่วยปรับฮอร์โมนของผู้หญิงให้สมดุลได้เช่นเดียวกับยาคุมกำเนิดอีกด้วยคะ



นมถั่วเหลือง,เต้าหู้



ที่มาของรูปภาพ: Google.com

**เมื่อเห็นประโยชน์อย่างนี้เเล้ว อย่าลืมดื่มน้ำเต้าหู้เป็นปประจำ เพื่อความสวยและสุขภาพที่ดีของเรานะคะ ^^

Monday, 23 July 2012

ปวดหลังจากการทำงาน...โรคฮิตของวัยทำงาน


โรคปวดหลังจากการทำงาน          
   
   คือภาวะที่เกิดการตึงตัว เกร็งตัวของกล้ามเนื้อบริเวณเอว หรือ หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อนแล้วส่งผลทำให้เกิดการเจ็บปวดนั่นเองคะ

สาเหตุของโรคปวดหลังจากการทำงาน
-      การนั่งผิดท่าเช่น การนั่งหลังโก่ง นั่งบิด
-       นั่งขับรถหลังโก่ง
-       การยืนที่ผิดท่า
-      การยกของผิดท่า
-       ร่างกายไม่แข็งแรง
-       ทำงานมากไป

      ซึ่้งปัจจัยหลักๆและที่สำคัญคือ น้ำหนักของวัตถุที่จะยก เพราะหากเรายกสิ่งของที่น้ำหนักมากเกินไปก็จะทำให้เกิดอาการปวดหลังได้อย่างแน่นอนคะ


การป้องกัน


*   เลือกบุคลากรให้เหมาะสมกับงาน
*  ทำงานด้วยท่าทางที่ถูกต้อง
*  น้ำหนักของสิ่งของที่ยกไม่เกินพิกัด//ความสามารถในการยก
*  มี การใช้เครื่องทุ่นแรงช่วยในการยกเคลื่อนย้ายสิ่งของทุกครั้ง



ข้อควรปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคปวดหลัง

- หลีกเลี่ยงจากการงอเอว ให้งอข้อสะโพกและเข่าร่วมด้วย
- หลีกเลี่ยงจากการยกของหนักโดยเฉพาะที่อยู่เกินเอว
- หันหน้าเข้าสิ่งของทุกครั้งที่จะยกของ
- ถือของหนักชิดตัว
- ไม่ยกหรือผลักของที่หนักเกินตัว
- หลีกเลี่ยงการยกของที่มีน้ำหนักไม่เท่ากัน
- หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
- เปลี่ยนท่าบ่อยๆ
- การถูพื้น ดูดฝุ่น การขุดดิน ควรจะถือเครื่่องมือไว้ใกล้ตัว ไม่ก้าวยาวๆหรือเอื้อมมือหยิบของ
- ให้นั่งสวมถุงเท้า รองเท้า ไม่ยืนเท้าข้างเดียวสวมรองเท้าหรือถุงเท้า
- หลีกเลี่ยงการแอ่นหลังหรืองอหลัง
- นั่งหลังตรงและมีพนักพิงที่หลัง  หาหมอนหรือผ้ารองบริเวณเอว ให้ยืนยืดเส้นทุก 20-30 นาที
- การยืน..อย่ายืนหลังค่อม  ให้ยืนยืดไหล่อย่าห่อไหล่เพราะจะเมื่อยคอ  อย่าใส่รองเท้าที่ส้นสูงมาก
- การยก ย้ายสิ่งของให้เลือกวิธีอื่นเช่น การผลักหรือดัน  ,  เวลาจะยกให้เดินเข้าใกล้สิ่งที่จะยก
  ย่อเข่าลงแล้วจับแล้วยืนขึ้น,ไม่ก้มหลังยกขอ

ปวดหลังคืออะไร,ปวดหลังจากการทำงาน

ที่มาของรูปภาพ : Google.com


Monday, 16 July 2012

เอนเทอโรไวรัส...คืออะไร

ตอนนี้คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้ว่า ไม่เคยได้ยินชื่อ >>เชื้อเอนเทอโรไวรัส
สงสัยกันหรือไม่คะ ว่าเชื้อนี้คืออะไร มีผลต่ออะไร ทำให้เกิดอะไร?


เชื้อเอนเทอโรไวรัสคืออะไร?
เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ส่งผล//ก่อให้เกิดโรคต่างๆในเด็กคะ ที่มีทั้งหมด 68 Serotype 
แต่ที่โด่งดัง ณ เวลานี้ คือ เชื้อไวรัสเอนเทอโร71 นั่นเอง เป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรค มือ เท้า ปาก (Hand Foot Mouse) ที่กำลังระบาดที่ประเทศกัมพูชา แล้วอพยพข้ามมาฝั่งบ้านเราในทุกวันนี้น่ะคะ


การติดต่อของเชื้อไวรัสชนิดนี้
ติดต่อในรุปของการที่เรารับประทานอาหารหรือมีเชื้อไวรัสนี้ปนเปื้อนเข้าไปในร่างกาย
หรือเกิดการแพร่กระจายเชื้อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง โดยการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งของผู้ที่มีเชื้อไวรัสนี้อยุ่แล้ว เช่นน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ละอองจากการไอจาม น้ำเหลืองจากแผลพุพอง  หรืออุจจาระของผู้ป่วยที่มีเชื้อ ซึ่งเชื้อไวรัสนี้มีระยะฟักตัวที่3-7วันคะ


เมื่อตืดเชื้อไวรัสเอนเทอโร71แล้ว เสียชีวิตทันทีเลยหรือไม่?
คำตอบ ส่วนใหญ่ผู้ที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อเอนเทอโรไวรัส71นั้น ยังไม่มีข้อมูลใดๆที่บอกว่า มีการเสียชีวิตจากไวรัสชนิดนี้โดยตรงคะ ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อไวรัสมากกว่าคะ เช่น มีการติดเชื้อที่ปอด ที่เยื่อหุ้มสมอง ที่ไขสันหลังเป็นต้นคะ


การป้องกัน
ปัจจุบันนี้ยังไม่มีวัคซีนใดๆ ที่จะป้องกันเชื้อไวรัสนี้ได้ แต่เราสามารถทำได้โดย
-หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ที่ป่วยมีเชื้อไวรัสชนิดนี้
-หมั่นล้างมือบ่อยๆ เพื่อป้องกันการนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย หรือเผยแพร่ไปให้ผู้อื่น
-แยกเด็กที่ป่วยด้วยเชื้อไวรัสนี้ มิให้สัมผัสกับเด็กคนอื่นเพื่อป้องกันการเผยแพร่เชื้อนั่นเอง





ที่มาของรูปภาพ : Google.com





Sunday, 8 July 2012

ยาคุมฉุกเฉิน...ใช้ได้จนเพลินหรือแค่Emerจริงๆ

การคุมกำเนิดของมนุษย์โลกเรานั้นมีหลายวิธีเป็นอย่างมาก
ไม่ว่าจะเป็น การทำหมันหญิง ทำหมันชาย การใช้ถุงยางอนามัย การใช้ห่วงอนามัย การรับประทานยาคุมกำเนิด เป็นต้น

เมื่อโลกเราเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน วิวัฒนาการทางการแพทย์ก็พัฒนาไปด้วย
ในทุกวันนี้มีการพัฒนายาคุมกำเนิดในอีกรูปแบบหนึ่งคือ ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน
วันนี้เรามาทำความรู้จักเกี่ยวกับยาคุมกำเนิดฉุกเฉินตัวนี้กันดีกว่านะคะ จะได้เลือกใช้อย่างถูกต้อง

ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน คืออะไร
 ยาคุมฉุกเฉินหรือยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน (Emergency Pill)นั้น จัดว่าเป็๋นยาคุมประเภทหนึ่ง ที่มีข้อพึงใช้เมื่อเกิดกรณีฉุกเฉินเท่านั้น เช่น  โดนข่มขืนแล้วผู้ร้ายหลั่งข้างใน หรือคู่สามีภรรยา คุมกำเนิดโดยถุงยางอนามัยแต่เกิดถุงยางแตก //รั่ว ลืมรับประทานยาคุมกำเนิด 2 วันติดกัน เป็นต้น

ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน กินอย่างไร??
ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน 1 แผง จะมียา 2เม็ด ซึ่งแต่ละเม็ดประกอบด้วยยาที่มีฮอร์โมน Levonorgestrel 750 microgram 

การรับประทานยาอย่างถูกต้องคือ 
- เม็ดแรก ต้องทานให้เร็วที่สุดคือ หลังมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน โดยต้องไม่เกิน 72 ชั่วโมง
- เม็ดที่สอง ต้องทานหลังรับประทานเม็ดแรกไปแล้วไม่เกิน 12 ชั่วโมง
**หากเกิดมีการอาเจียน หลังรับประทานยาในแต่ละเม็ดไปแล้ว ต้องรับประทานยาไปใหม่ และห้าม!!รับประทานยาเกิน4 เม็ดต่อเดือนนะคะ

ถ้าหากเราจะรับประทานยาคุมฉุกเฉิน 2เม้ดในครั้งเดียวเลยได้หรือไม่?
คำตอบ คือ ได้ค่ะ เพียงแต่จะทำให้เกิดอาการอาเจียนมากกว่าการแบ่งรับประทานครั้งละเม็ด 2 ครั้งเองคะ

*** ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินนั้น ไม่ได้คุมกำเนิดได้ 100% นะคะ ป้องกันการคุมกำเนิดได้แค่ 75-90% เท่านั้นเอง  จะอย่างไรนั้น เราควรป้องกันด้วยวิธีอื่นด้วย และที่สำคัญ ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินไม่ได้ป้องกันโรคติดต่อจากเพศสัมพันธ์นะคะ




ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน



ที่มาของรุปภาพ : Google.com


Tuesday, 3 July 2012

Bulemia...โรคทางจิตหรือคิดไปเอง

ใครๆก็อยากหุ่นดี หุ่นสวยงาม
บางคนอดอาหาร บางคนงดอาหาร
บางคนออกกำลังกาย บางคนทานยาลดน้ำหนัก
แต่...บางคน ถึงขั้นทานเข้าไปแล้วล้วงคอ เพื่อให้สิ่งที่เราทานเข้าไปนั้นออกมา - -"
ในวันนี้จะขอกล่าวถึงโรคBulemia(บูลีเมีย) นั่นเองคะ


Bulemia คืออะไร?
เป็นความผิดปกติของการรับประทานคะ ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่จะแสดงอาการโดยการที่รับประทานอาหารเข้าไปในปริมาณมากๆ อยากอาหารทันทีแบบที่ไม่สามารถบังคับตนเองได้ ทำให้รับประทานอาหารมากเกินไป แล้วรู้สึกผิด อยากล้วงคอทำให้ตัวเองอาเจียนหรือทานยาถ่ายเพื่อระบายออกเพราะกลัวอ้วน นั่นเอง

สาเหตุของโรคบูลีเมีย ที่เห็นได้อย่างชัดเจนเลยคือ การสร้างค่านิยมที่ผิดๆให้กับตัวเอง ในเรื่องของน้ำหนักตัว กลัวอ้วน และสาเหตุรองลงมา คือ ความเครียด//มีอาการซึมเศร้า//หรือมีความวิตกกังวลกับรูปร่างของตน กับน้ำหนักของตนเอง
**มักจะพบในวัยรุ่นและวัยทำงานอายุประมาณ20-30ปี

อาการของโรค
-ผู้ป่วยจะมีอาการควบคุมตนเอวไม่ได้เกี่ยวกับการรับประทานอาหารหรือควบคุมการรับประทานอาหาร
-มีความกังวลในรูปร่างของตนเองมากเกินไป
-มีความผิดปกติของการรับประทานอาหาร ทานเข้าไปแล้วล้วงคออ้วก เอาอาหารออกมา
-ประจำดือนขาด เนื่องจากร่างกายขาดสารอาหาร ทำให้เจริญเติบโตไม่เต็มที่
-เลือกรับประทานมากเกินไป เกินความพอดี
-หมกหมุ่นกับการออกกำลังกายเกินความพอดี
-ชั่งน้ำหนักของตัวเองบ่อยเกินความปกติ

การรักษา
*นำผู้ป่วยเข้าปปรับพฤติกรรม ปรับมุมมองของตนเองให้เหมาะสม
*ให้ผู้ป่วยเข้าเรียนรุ้เกี่ยวกับการรับโภชนาการที่เหมาะสม
*ในบางรายที่เป็นรุนแรง อาจต้องใช้ยาระงับอาการซึมเศร้า

**โรคบูลิเมียเป็นโรคที่ทำอันตรายที่มีผลต่อการเสียชีวิตได้ อันเนื่องมาจากทำให้ระบบอาหารของร่างกายแปรปรวน ร่างกายไม่ได้รับอาหารอย่างเพียงพอ ดังนั้น เราจึงควรรับประทานอาหางอย่างพอดี ออกกำลังกาย และพอใจในสิ่งที่ตนเป็น มองโลกในแง่บวก เพียงแค่นี้ เราก็จะมีความสุขในการดำเนินชีวิตได้แล้วคะ


ล้วงคออ้วก




ที่มารูปภาพ : Google.com


Wednesday, 27 June 2012

เมื่อจมูกฉัน...มีเลือดกำเดาไหล!!

คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ไม่เคยเป็นเลือดกำเดาไหล ใช่มั้ยคะ
เคยสงสัยมั้ยว่า เลือดกำเดาเกิดจากอะไร
เลือดกำเดาคืออะไำร??

เลือดกำเดาไหล  


คือ ภาวะที่เลือดออกทางจมูก เกิดจากเส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกและบริเวณใกล้เคียงฉีกขาดทั้งทางด้านหน้าและด้านหลัง 
ซึ่งพบได้ในทุกเพศและทุกวัย  ในเด็กเล็กนั้นและไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใดคะ แต่ในผู้ใหญ่แล้วเลือดกำเดาที่เกิดจากสาเหตุเส้นเลือดใหญ่แตก เป็นเนื้องอก หรือมะเร็งในจมูก เหล่านี้ล้วนเป็นอันตรายทั้งสิ้นนะคะ


ผู้ป่วยที่มีเลือดกำเดาไหลควรรีบไปพบแพทย์ ในกรณีที่
1.มีเลือดกำเดาออกติดต่อกัน นานมากกว่า 20 นาที
2.เกิดเลือดกำเดาไหล ตามหลังอุบัติเหตุบริเวณศีรษะ 



สาเหตุของเลือดกำเดา

* การระคายเคืองหรือบาดเจ็บต่อเยื่อบุจมูก ได้แก่ 

- การแคะจมูก (แคะออกจะเกิดแผลถลอก จึงมีเลือดออกตามมา)

- การสั่งน้ำมูกแรง ๆ

-การเปลี่ยนแปลงความกดอากาศอย่างรวดเร็ว เช่น การดำน้ำ 

-การได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะและใบหน้า 

-มีสิ่งแปลกปลอมในจมูก

-การอักเสบและติดเชื้อที่บริเวณโพรงจมูก (จะทำให้มีเลือดมาเลี้ยงโพรงจมูกมากขึ้น จึงมีเลือดคั่งที่เยื่อบุจมูกและเยื่อบุโพรงอากาศข้างจมูก ถ้าสั่งน้ำมูกหรือจามรุนแรง อาจทำให้เลือดกำเดาไหลหรือมีน้ำมูกปนเลือด)

-ผนังกั้นช่องจมูกคด

-เนื้องอกในจมูกหรือโพรงอากาศข้างจมูก 

-โรคความดันโลหิตสูงหรือเส้นเลือดแดงแข็งตัว (Atherosclerosis)

-โรคเลือดที่ทำให้เลือดออกง่าย 

-มีการคั่งของเส้นเลือดดำ 


การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

* ให้ผู้ป่วยก้มหน้าลง ห้าม!! เงยหน้าเด็ดขาด เพราะจะทำให้เลือดไหลลงคอแล้วเกิดการสำลักลงสู่ปอดได้
*ใช้นิ้วชี้และหัวแม่มือบีบที่ปีกจมูกทั้งสองข้างให้แน่น เป็นเวลานาน 5–10 นาที 
 (ให้หายใจทางปากแทนคะ วิธีนี้จะช่วยห้ามเลือดกำเดาชนิดเลือดออกทางส่วนหน้าของจมูกได้ดี
  ทีเดียว)
* นั่งและโน้มตัวมาข้างหน้า เพื่อลดความดันของหลอดเลือดดำในโพรงจมูก จะช่วยให้เลือดออกน้อยลง 
* นำน้ำแข็งมาประคบบริเวณหน้าผากหรือคอ เพื่อให้เลือดหยุด 
  (การประคบน้ำแข็งควรประคบนานประมาณ 10 นาที แล้วจึงเอาออกประมาณ 10 นาที แล้วค่อยประคบ ใหม่เป็นเวลา10 นาที ทำเช่นนี้สลับกันไปเรื่อย ๆคะ)
*นอนพัก ยกศีรษะให้สูงกว่าระดับหัวใจ
*ภายใน 24-48 ชั่วโมงแรก หลังเลือดกำเดาไหล 
ควรหลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูกแรง ๆ, การแคะจมูก, การกระทบกระเทือนบริเวณจมูก, การออกแรงมาก, การเล่นกีฬาที่หักโหมหรือยกของหนัก เพราะอาจทำให้มีเลือดออกซ้ำได้

ถ้าเลือดออกไม่หยุดหรือออกมากผิดปกติ ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อปรึกษาแพทย์ทันที


เลือดกำเดาไหล,เลือดออกที่จมูก



ที่มาของรุปภาพ : Google.com













Monday, 25 June 2012

หรือฉันจะเป็น...โรคย้ำคิดย้ำทำ(Obsessive Compulsive Disorder)

เอ๊ะ!!  เมื่อกี้เราปิดก๊อกน้ำรึยังนะ
เอ๊ะ!!  เมื่อกี้เราปิดปลั๊กไฟรึยังนะ
เอ๊ะ!! เมื่อกี้เราล้างมือรึยังนะ
เอ๊ะ!! ... เอ๊ะ!! แล้วก้เอ๊ะ!!
เคยเป็นกันบ้างมั้ยคะผู้อ่านทุกท่าน

อาการต่างๆที่ยกตัวอย่างมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอาการในโรคย้ำคิดย้ำทำ
(Obsessive-Compulsive Disorder)
โรคย้ำคิดย้ำทำ คืออะไร ??
โรคย้ำคิดย้ำทำ คือโรควิตกกังวลชนิดหนึ่งที่ผู้ป่วยนั้นจะมีลักษณะทำอะไรซ้ำๆ คิดซ้ำๆ ว่าง่ายๆคือ มีการกระทำและความคิดที่ซ้ำๆนั่นเอง และการกระทำกับความคิดนั้นที่ซ้ำๆนั้นเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล

เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคย้ำคิดย้ำทำกันนะคะ


อาการย้ำคิด(Obsessive)
เป็นอาการที่ผู้ป่วยนั้นจะมีความคิดแรงผลักดันจากภายในจิตใจให้คิดกระทำอะไรสักอย่างอย่างซ้ำๆ ซ้ำไปซ้ำมา โดยที่ผู้ป่วยเองจะมีความคิดต่อต้านต่อการกระทำนั้นๆอีกด้วยนะคะ เป็นความทุกข์ทรมานอย่างมากและน่าเห็นใจอย่างยิ่งเลยคะ เช่น
-ผู้ป่วยคิดว่ามือตนเองสกปรกตลอดเวลา ทั้งๆที่มือตนเองสะอาดดี
-ผู้ป่วยที่มีความรู้สึกกลัวอันตราย กลัวแก๊สหุงต้มในบ้านระเบิด ทั้งๆที่แก๊สหุงต้มปกติ
-ผู้ป่วยที่มีความคิดที่ดูถูกศาสนา ดูถูกพระพุทธรูปตลอดเวลา 


อาการย้ำทำ(Compulsive)
ผู้ป่วยจะมีพฤติกรรมซ้ำๆ เป็นผลพวงมาจากอาการย้ำคิดนั่นเองคะ เช่น
-ผู้ป่วยคิดว่ามือตนเองสกปรกตลอดเวลา ก็จะเดินไปล้างมือตลอดเวลาเหมือนกัน
-ผู้ป่วยที่มีความรู้สึกกลัวอันตราย กลัวแก๊สหุงต้มในบ้านระเบิด ก็จะเดินไปปิดวาวล์แก๊สบ่อยๆ
-ผู้ป่วยที่มีความคิดที่ดูถูกศาสนา ดูถูกพระพุทธรูปตลอดเวลา แต่ในใจพอมีภาพแบบนี้ขึ้นมาก็จะกระทำการสวดมนต์ออกมาเพื่อต้านความคิดของตนเอง

สาเหตุที่ทำให้เป็นโรค
1.ระบบสื่อนำสารในประสาทมีความปกติที่ส่วนของSerotonin
2.มีการทำงานของสมองมากขึ้นในส่วนของ Head of caudate nucleus, Orbitofrontal cortex, Cingulate cortex 
3.เกิดจากทฤษฎีการเรียนรู้


การรักษาในโรคนี้มี2ทางด้วยกันคือ
*ด้านพฤติกรรมบำบัด
(เพื่อให้ผู้ป่วยคลายความวิตกกังวลงได้)
- ในกรณีของผู้ป่วยที่จะล้างมือบ่อยๆเพราะมีความคิดว่ามือของตัวเองนั้นสกปรกเปื้อนเชื้อโรค
ผู้ที่บำบัดจะคอยแนะนำให้ผู้ป่วยรอสักระยะอาจจะ2-3ชั่วโมงถึงจะให้ไปล้าง เพื่อให้ผู้ป่วยเผชิญกับความจริงที่คิดไปเองคะ
*ด้ายยา
แพทย์จะให้ยาที่มีฤทธิ์การจับตัวของสารสื่อนำประสาท Serotonin เป็นต้น

**หากเราทำความเข้าใจกับโรคนี้เเล้วจะทำให้ทราบว่า ผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตนั้น เป็นผู้ป่วยที่น่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเกิดการเจ็บป่วยที่ร่างกายแต่มีผลต่อจิตใจอีกด้วยคะ ...
สิ่งที่ดีสุดเเละเป็นยาที่ดีที่สุดคือ คอยให้กำลังใจอยู่ข้างๆตลอดไปนะคะ ^^


Anxiety,วิตกกังวล


ที่มารูปภาพ : Google.com

Saturday, 23 June 2012

ท้อง(ป่องๆนี้)...ชัวร์หรือมั่วนิ่ม

วันนี้เราก็ยังคงวนเวียนๆอยู่ภายในระบบช่องท้องกันอยู่นะคะ...ยังไม่ไปไหนไกล
เรื่องนี้ที่จะกล่าวให้ได้อ่านกัน เป็นเรื่องที่เจ้าของBlogถูกเพื่อนๆพี่ๆเข้ามาปรึกษาเยอะพอควรเลยทีเดียว
เรื่องที่จะเอ่ยถึงนี้คือ"ภาวะการตั้งครรภ์"
ซึ่งจะกล่าวถึงอาการที่บ่งบอกว่า ผ้หญิงคนหนึ่งกำลังจะมีสิ่งที่มีชีวิตอีกคนหนึ่งอยู่ในร่างกายนั่นเอง

อาการของคนท้อง เป็นยังไง ??

อาการที่บ่งบอกว่าคุณตั้งครรภ์อย่างแน่นอนไม่มั่วนิ่ม
1.ประจำเดือนไม่มา
-การที่ประจำเดืิอนไม่มาหรือประจำเดือนขาดนั้น ถือว่าเป็นสัญญาณชัดเจนที่สุด(ในผู้ที่มีประจำเดือนมาอย่างสม่ำเสมอนะคะ)เพราะการที่ประจำเดือนไม่มานั้นมีด้วยกันหลายสาเหตุ จากความเครียด//ร่างกายอ่อนแอ ไม่สบายเป็นต้น

2.อ่อนเพลียง่าย//มีอาการเหนื่อยง่ายมากขึ้น//ง่วงนอนตลอดเวลา
-เป็นผลพวงมาจากการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในร่างกายนั่นเอง เพื่อให้ร่างกายของเราเตรียมพร้อมกับการตั้งครรภ์ ซึ่งจะเกิดขึ้นในระหว่างวันของหญิงที่ตั้งครรภ์คะ จะมีชีพจรเต้นเร็วขึ้นอีกด้วย ทำให้ร่างกายต้องการการพักผ่อน

3.วิงเวียนศีรษะ+คลื่นไส้อาเจียน
-อาการนี้ถือว่าเป็นอาการแพ้ท้อง ส่วนใหญ่จะมีอาการคลื่นไส้ อยากอาเจียนในช่วงหลังตื่นนอนตอนเช้าๆ บางรายอาจเป็นในช่วงเย็นๆได้คะ หรือบางคนนี่เป็นทั้งวัน อาเจียนตลอด รับประทานอาหารได้น้อย ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ แล้วก็เลยเกิดอาการวิงเวียนศีรษะนั่นเอง



4.คัดตึงเต้านม
-อันเนื่องมากจากฮอร์โมนในร่างกายเพิ่มขึ้นจะมีเส้นเลือดมาเลี้ยงเพิ่มมากขึ้น มีผลทำให้ เต้านมขยายใหญ่ขึ้น หัวนม(Nipple)มีสีคล้ำขึ้นและตั้งชูเเละเจ็บมากขึ้นคะ


5.จมูกไวต่อกลิ่น
-เมื่อตั้งครรภ์แล้วนั้นระบบประสาทการรับดมกลิ่นของหญิงตั้งครรภ์จะไวมากๆ ยิ่งโดยเฉพาะต่ออาหารสด ของฉุนเป็นต้น ในบางรายถึงขั้นแพ้กลิ่นตัวของสามีเลยทีเดียว หรือแม้กระทั้่งกลิ่นน้ำหอม กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มที่เคยใช้เป็นประจำ



6.ปัสสาวะสีเข้มและปัสสาวะบ่อยขึ้น
-อาการนี้เกิดจากการที่มดลูกมีขนาดโตขึ้นแล้วไปกดกระเพาะปัสสาวะเลยทำให้เกิดการปัสสาวะบ่อยขึ้น และเมื่อฮอร์โมนเพิ่มขึ้น มีเลือดมาเลี้ยงมาคั่งที่ระบบเชิงกรานมากขึ้น จึงทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้นและมีสีเข้มขึ้น


7.ท้องผูก
-เมื่อตั้งครรภ์เเล้วจะทำให้ระบบลำไส้ใหญ่นั้นบีบตัวน้อยลง และเมื่อขนาดครรภ์ใหญ่ขึ้นจะยิ่งทำให้ท้องผูกเพิ่มขึ้น จากการที่มดลูกนั้นไปกดทับลำไส้ใหญ่

8.รู้สึกมีรสชาติแปลกๆอยู่ในปาก
-เป็นผลจากการเกิดกรดไหลย้อน เนื่องจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นทำให้หลอดอาหารอ่อนแอลงและรวมถึงขนาดมดลุกที่ใหญ่เพิ่มขึ้นและมากดที่กระเพราะปัสสาวะ จึงทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนได้

9.มีความรู้สึกอยากทานอาหารแปลกๆ
-ฮอร์โมนที่เพิ่มระดับมากขึ้น ทำให้การรับรสชาดแปลกไป อยากลองอาหารที่แปลกใหม่ทั้งที่ไม่เคยรับประทานมาก่อน

10.ผลจากการตรวจสอบการตั้งครรภ์
-การทดสอบการตั้งครรภ์นี้จะมีความแม่นยำมากเมื่อทำการตรวจสอบหลังจากเกิดการปฏิสนธิได้10-14วัน เนื่องจากเป็นการตรวจหาฮอร์โมนHcg ซึ่งจะดีมากเมื่อทำการตรวจปัสสาวะในช่วงตื่นนอนตอนเช้าตรู่ เพราะฮอร์โมนเยอะ และมีความแม่นยำสูงเลยทีเดียวคะ แต่ยังไงก็ตามควรตรวจซ้ำอีกครั้งหลังจากการตรวจครั้งเเรกไปแล้ว1สัปดาห์นะคะ เพื่อเป็นการยืนยันอีกครั้งคะ


**ยังงัยก็ตามแต่ควรมีครรภ์เมื่อพร้อมนะคะ จะได้ไม่กลายเป็นปัญหาตามมาให้แก้ไข ทุกสิ่งจะดีเสมอเมื่อเราพร้อมที่จะมีคะ

อาการคนท้อง



ที่มารูปภาพ : Google.com

Friday, 22 June 2012

ไอ้...ไส้ติ่ง!!

เมื่อบทความที่แล้วได้กล่าวถึงไส้เลื่อนไป อ๊ะ คราวนี้เขยิบขึ้นมากันสักหน่อยนะคะ
ไม่ใกล้ไม่ไกลจากไส้เลื่อนเท่าไหร่คะ

--- ไส้ติ่ง//Appendix ---
ไส้ติ่งคืออวัยวะส่วนหนึ่งภายในร่างกาย เป็นส่วนที่ยื่นออกมาจากลำไส้ใหญ่ ภายในเป็นเนื้อเยื่อและมีต่อมน้ำเหลืองอยู่ หน้าและบทบาทในมนุษย์เราไม่มีเลยคะ (เวลาใครด่าว่า เป็น ไอ้ไส้ติ่ง..นี่มันเจ็บมากเลยง่ะ) แต่ในสัตว์จำพวกกินพืชเคี้ยวเอื้อง ไส้ติ่งจะมีหน้าที่ย่อยอาหารนั่นเองคะ อ่าา พอมีประโยชน์ขึ้นมาบ้าง ^^

แล้วถ้าจู่ๆไส้ติ่งอันนี้มันเกิดอักเสบขึ้นมาละ 
---ไส้ติ่งอักเสบ//Appendicitis---
คือภาวะที่ไส้ติ่งมีการอุดตันเกิดขึ้น จากอุจจาระที่เคลื่อนจากลำไส้ใหญ่เกิดผลัีดลงเข้าสู่ไส้ติ่งจนเกิดการติดเชื้อในตอมน้ำเหลืองที่อยู่ในไส้ติ่งนั่นเอง
อาการแสดงอย่างไรจึงถือว่าเกิดภาวะไส้ติ่งอีกเสบขึ้นกับเราแล้ว??
1.ระยะไส้ติ่งอุดตัน
มีอาการปวดท้องแบบกระทันหัน มักจะปวดรอบๆสะดือ+เบื่ออาหาร+จุกแน่นในช่องท้อง
2.ระยะไส้ติ่งบวมโป่งขึ้น
(เนื่องมาจากเชื้อโรคที่ติดเชื้อนั้นเริ่มลามออกมาที่เนื้อเยื่อชั้นนอกของไส้ติ่ง)
จะมีอาการปวดท้องรุนแรงมากขึ้นและย้ายบริเวณมาปวดที่แถวๆท้องน้อยด้านขวา+มีอาการท้องเสียหรือท้องผูกเกิดขึ้นได้ เดินหรือขยับจะปวดมาก ต้องอยู่นิ่งๆ หรืออาจต้องนอนงอเข่าขึ้นมา1ข้าง //ยืนตัวงอจะช่วยบรรเทาปวด
3.ระยะไส้ติ่งอักเสบแตกกระจายในช่องท้อง
ระยะนี้อันตรายอย่างมากเลยคะ อันตรายอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ เนื่องจากมีการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น + มีไข้ร่วมด้วย

การวินิจฉัย
ส่วนใหญ่แล้วเเพทย์จะวินิจฉัยอาการไส้ติ่งอักเสบจากการซักประวัติของอาการปวดท้องและจากการตรวจร่างกาย(ตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะ) หรือในบางรายอาจจะต้องมีการX-Ray คอมพิวเตอร์เพิ่ม (แล้วแต่กรณีไป)

การรักษา
**ในผู้ป่วยทุกรายที่เกิดไส้ติ่งอักเสบนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดเอาไส้ติ่งออก

**ไส้ติ่งเป็นอวัยวะเล็กๆ เเต่หากมันเกิดประท้วงร่างกายเราขึ้นมา เกิดอักเสบแล้วล่ะก้ไม่ใช่เรื่องเล้กเลยนะคะ ดังนั้นผู้อ่านทุกท่านควรพึงสังเกตุอาการ เจ็บท้องรอบๆสะดือ--ย้ายมาที่บริเวณท้องน้อย--เบื่ออาหาร--จุกแน่น--ท้องเสียหรือท้องผูก +มีไข้สูงงง
หากมีอาการเหล่านี้เเล้วควรรีบมาพบแพทยืเพื่อให้ได้รับการรักษาที่ทันท่วงทีนะคะ ^^


ไส้ติ่งคืออะไร


ที่มาของรูปภาพ : Google.com



Wednesday, 20 June 2012

ตะคริว!!...อาการนี้อย่างกับสัญญานโทรทัศน์ขาดหาย

คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเจอกับอาการนี้มาก่อน

ตะคริวววววววววว!! เป็นทีแทบจะร้องไห้ ขยับขาไปไหนไม่ได้เลย
(แล้วความรู้สึกจะเหมือนสัญญานโทรทัศน์ขาดหายกลายเป็นเม็ดซ่าๆๆ ขาวดำๆๆ นั่น) >'<
เป็นทีนึงทรมานจิตใจมากอ่ะ มีใครเป็นเหมือนกันมั้ยคะ แต่เราทราบหรือไม่ว่า ตะคริวนั้นเกิดจากอะไร เรามาทำความรู้จักอาการนี้ไปพร้อมๆกันดีกว่าคะ


ตะคริว
คืออาการที่มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณนั้นอย่างรุนแรงและเป็นเวลา หรือเมื่อมีการเสียเหงื่อมากๆทำให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ ชนิดแมกนีเซียมอย่างมาก หรือในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์มีการสูญเสียแคลเซียมไปที่ตัวอ่อน ทำให้กล้ามเนื้อทำงานได้ไม่ดี

สาเหตุของการเกิดตะคริว
*กล้ามเนื้อเเละเอ็นมีการหดรั้งตัวมากเกินไปไม่มีความยืดหยุ่นเป็นระยะเวลานาน
*การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงบริเวณกล้ามเนื้อนั้นๆไม่ดีพอ
*การอดอาหารลดน้ำหนักก็ทำให้เป็นตะคริวบ่อยๆได้ เนื่องจากได้รับสารอาหาร เกลือแร่ไม่เพียงพอ *ท้องเสียมากๆ สูญเสียน้ำและเกลือแร่มากเกินไป
*ผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน


การป้องกัน
1.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอคะ อันนี้สำคัญมากๆใช้ป้องกันได้ทุกโรคเลยนะคะ
2.รับประทานอาหารให้ครบ5หมู่
3.รับประทานน้ำเปล่าอย่างเพียงพอ 8-10แก้วต่อวัน
4.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 6-8 ชั่วโมง
5.ฝึกการยืดกล้ามเนื้อบ่อยๆ โดยการกระดกปลายเท้าขึ้นลง บ่อยๆ เหยียดขาแล้วเอามือแตะที่ปลายขาเป็นต้น
6.ในรายที่เป็นบ่อยๆให้ไปพบแพทย์เพื่อหาแนวทางการรักษาต่อไปคะ



ขาเป็นตะคริว