Tuesday, 14 August 2012

ภาวะไข้...สิ่งใกล้ตัวที่ควรรู้

คงไม่มีใครไม่รู้จักอาการไข้ ใช่ไหมคะ "ไข้" เป็นคำที่ทุกคนต่างได้ยินผ่านหูกันมาอย่างดีและเคยชิน แต่ทราบกนหรือไม่คะว่า แท้ที่จริงแล้ว ภาวะไข้ คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ ภาวะไข้ กันนะคะ


ไข้ หรือ อาการตัวร้อน หรือที่เรียกว่า Fever
         หมายถึงการเพิ่มของอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าค่าปกติคือ 36.5–37.5 °C (98–100 °F) ซึ่งเป็นผลมาจากการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของร่างกายที่พยายามต่อต้านการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส

* ภาวะไข้ คือ อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น  เนื่องจากมีการสร้างความร้อนจากภายในร่างกายหลังจากที่มี hypothalamic thermoregulatory set point สูงขึ้น

* Hyperthermia คือ อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นโดยที่ hypothalamic thermoregulatory set point ยังอยู่ในระดับปกติ  โดยมีสาเหตุจากความร้อนภายนอก หรือการออกกำลังกาย นั่นเองคะ



การเกิดภาวะไข้

1.ขบวนการเกิดโรค  เช่นภาวะติดเชื้อ การอักเสบ เนื้องอก ความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน
2.ยาที่มีผลโดยตรงทำให้ hypothalamic thermoregulatory set point สูงขึ้น

อาการไข้
    ซึม เบื่ออาหาร หายใจหอบ อ้าปากหอบหายใจ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ   ร่วมกับอาการอื่นๆตามสาเหตุของโรค 
    ภาวะไข้ที่ไม่ทราบสาเหตุ   จะใช้ในกรณีที่เป็นไข้เป็นระยะเวลา 1-2 สัปดาห์โดยไม่สามารถระบุสาเหตุ และไม่พบความผิดปกติอื่นๆจากการตรวจวินิจฉัยด้วย

การตรวจวินิฉัย
  • จากประวัติ สิ่งแวดล้อม สภาพการเลี้ยงดู การใช้ยา ประวัติวัคซีน
  • การตรวจร่างกาย : บาดแผลทางผิวหนัง แผล ฝี หนอง ขนาดของต่อมน้ำเหลือง ก้อนเนื้องอก
  • การตรวจเลือด
  • การ x-ray ช่องอก และช่องท้อง
 เป็นต้น

        อาการไข้เป็นภาวะที่ร่างกายต่อสู้กับการติดเชื้อ โดยการทำให้สภาวะแวดล้อมไม่เหมาะกับการเจริญของเชื้อแบคทีเรียและไวรัส สารเคมีที่ถูกหลั่งออกมาในกระแสเลือดขณะที่เกิดการติดเชื้อจะส่งสัญญาณไปยัง “ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิ” ในสมองทำให้เกิดความร้อนขึ้น กล้ามเนื้อจะเกิดสั่นกระตุกขึ้นเพื่อสร้างความร้อน เราอาจรู้สึกหนาวสะท้านจนต้องหาอะไรมาห่ม หรืออาจมีการสูญเสียน้ำปริมาณมากได้จาการมีเหงื่อออก ซึ่งทำให้อุณหภูมิร่างกายลดลง หลังจากนั้นอาการไข้จะหาย


การดูแลรักษาตนเองเพื่อบรรเทาอาการ

       เนื่องจากอาการเป็นไข้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในการต่อสู้กับเชื้อโรค และเป็นกระบวนการรักษาตัวเองของร่างกายตามธรรมชาติ ดังนั้นสำหรับผู้ใหญ่ที่แข็งแรงทั่วไปอาจไม่จำเป็นต้องลดไข้ เว้นแต่จะรู้สึกไม่สบายตัวมาก แต่ควรระวังในเด็กทารก ผู้สูงอายุ ผู้ที่เป็นโรคหัวใจหรือปอด และในสตรีมีครรภ์ ควรจะทำให้ไข้ลดเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียงต่อการสูญเสียน้ำมากเกินไป ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ทั้งนี้เป้าหมายของการดูแลรักษาตนเองในการบรรเทาอาการไข้ก็เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และช่วยลดอาการไม่สบายตัวถ้าหากจำเป็น



การรักษา

-การรักษาโรคที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะไข้
-การให้สารน้ำ ในกรณีที่เกิดภาวะขาดน้ำ และนอกจากนี้การให้สารน้ำยังช่วยให้อุณภูมิร่างกายลดลงด้วย
-การให้ยาปฏิชีวนะ เนื่องจากแบคทีเรียมักจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดไข้  ในรายที่เป็นไข้แบบไม่ทราบสาเหตุควรให้ยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์วงกว้างและออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ในระยะเวลาสั้นๆ
-การรักษาอื่นๆตามอาการ  เช่นการให้สารอาหารในรายที่ไม่กินอาหาร  หรือให้ยาลดไข้ในรายที่ไข้สูงมากๆ ทั้งนี้การรักษาจะอยู่ในดุลยพิินิจของแพทย์คะ






ควรปรึกษาแพทย์เมื่อใด

เมื่อไข้สูงเกิน 39.4 C ขึ้นไป
เมื่อมีไข้ร่วมกับผื่น ปวดศรีษะอย่างมาก และคอแข็ง

เมื่อกระวนกระวายหรือสับสนมาก 
เมื่อไอมีเสมหะสีน้ำตาล/เขียว 
เมื่อมีอาการปวดผิดปกติขณะปัสสาวะ ปวดท้อง ปวดหลังมาก
เมื่อมีอาการขาดน้ำ
เมื่อมีไข้หลังจากรับประทานยาบางชนิด



sick


ที่มารูปภาพ : Google.com






Monday, 30 July 2012

อะมีบา...มันมาอีกแล้ว!!

ยังไม่ทันหายกังวลเกี่ยวกับเชื้อเอนเทอโรไวรัส71เลย ใช่มั้ยคะ
ยังต้องมาวาดระแวงกับเชื้อเก่าที่กลับมาใหม่อีกแล้ว เชื้อนั้นคือ เชื้ออะมีบา นั่นเองคะ
และในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักเกี่ยวกับเชื้อนี้กันนะคะว่ามันคือเชื้ออะไร? ส่งผลต่อเราอย่างไร?และเราจะป้องกันเชื้อนี้อย่างไร?


เชื้ออะมีบาคืออะไร?
เชื้ออะมีบาเป็นกลุ่มโปรโตซัวร์ สัตว์เซลล์เดียวที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติ 
มักจะอยู่ตามแหล่งน้ำจืดที่มีลักษณะน้ำขัง นิ่งขุ่น และในดิน 


สำหรับเชื้ออะมีบานี้มี 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ


กลุ่มที่ 1 Naegleria fowleri //เนคเกอเรีย ฟาวเลอรี่ 
ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอันตรายมากที่สุด เข้าสู่ร่างกายทางจมูก
เชื้อจะขึ้นสมองโดยผ่านทางเส้นประสาทรับกลิ่น ทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เรียกว่า Primary amoebic meningo - encephalitis (PAM) ซึ่งมีอาการรุนแรง เชื้อนี้มักรักษายาก การใช้ยากลุ่มปฏิชีวนะมักได้ผลน้อย ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเสียชีวิตภายใน 10 วัน


กลุ่มที่ 2  Acanthamoeba// อะคันทามีบา
 มี 4 สายพันธุ์ด้วยกันคือ
- Acanthamoeba cibertsoni ทำให้เกิดโรคที่สมอง 
- Acanthamoeba  cactellanii ทำให้เกิดโรคในสมอง ตา กระดูก 
- Acanthamoeba polyphageทำให้เกิดโรคที่ตาหรือคอนแทกต์เลนส์ 
- Acanthamoeba astronyxis ทำให้เกิดโรคที่สมองและผิวหนัง


กลุ่มที่ 3 ได้แก่  Balamuthia mandaris//บาลามูเทีย แมนดาริส 
เข้าสู่ร่างกายได้ 2 ทางคือ 
1.ทางผิวหนัง 
ทำให้ผิวหนังอักเสบเป็นหนอง และลุกลามผ่านกระแสเลือดขึ้นสู่สมองและทำให้สมองอักเสบ (Granulomatous amoebicencephalitis; GAE) 
2.ทางเยื่อบุตา ทำให้เยื่อบุตาอักเสบ (Kerato - Conjunctivitis) อาจทำให้ตาบอดได้ เชื้อดังกล่าวเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัว 3 - 7 วัน


การติดต่อ//การรับเชื้ออะมีบา รับได้อย่างไร?


เชื้ออะมีบาไม่ติดต่อจากคนไปสู่คน  ไม่มีพาหะในการนำโรค
แต่เป็นโรคติดต่อจากแหล่งน้ำโดยตรง เชื้อเนคเกอเรียจะติดต่อได้ก็ต่อเมื่อสำลักน้ำเข้าทางจมูกเท่านั้นเพราะที่โพรงจมูกจะมีประสาทเส้นหนึ่งซึ่งเป็นประสาทรับรู้กลิ่นเชื่อมต่อกับสมองโดยตรง อะมีบาจะใช้เส้นทางนี้เข้าสู่สมอง จากนั้นอะมีบาจะแตกตัวกัดกินสมองจนผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด
          สำหรับการดื่มหรือกินเชื้อนี้เข้าไปจะไม่เป็นอะไรเพราะในระบบทางเดินอาหารจะมีกรดและน้ำย่อยที่ทำลายอะมีบาให้ตายได้ ส่วนเชื้ออะคันธามีบา สามารถติดต่อผ่านผิวหนังที่เป็นแผล เข้าสู่ปอด หรือติดต่อผ่านแผลกระจกตา จากนั้นเชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือดและเข้าสู่สมองเช่นเดียวกันแต่ต้องได้รับในปริมาณพอสมควรเชื้อจึงจะก่อโรคได้ เพราะฉะนั้นในสระว่ายน้ำ น้ำประปา ที่มีคลอรีนมาตรฐานอยู่ในระบบกรองน้ำหรือคูคลองที่น้ำไหลเวียน จะไม่มีเชื้อนี้อาศัยอยู่ น้ำประปา น้ำต้ม น้ำกรองจึงสามารถดื่มได้เพราะจะไม่มีเชื้อนี้คะ






อาการเริ่มต้นของผู้ป่วย 
จะเริ่มมีอาการไข้หวัด ปวดศรีษะ ซึม และเมื่ออาการรุนแรงขึ้นถึงจะแสดงอาการทางสมอง โดยจะคลื่นไส้ อาเจียน คอแข็ง ไขสันหลังอักเสบ ต้องได้รับการตรวจชิ้นเนื้อสมองหรือเจาะน้ำไขสันหลังดู เพื่อวินิจฉัยว่าผู้ป่วยได้รับการติดเชื้อจากอะมีบา นั่นเอง


เชื้ออะมีบาจะแบ่งตัวได้ดีในสมองคน เพราะในสมองคนมีอุณหภูมิพอเหมาะ มีอาหารสมบูรณ์ อะมีบาจึงเจริญเติบโตได้ดี โดยเฉพาะในฤดูร้อน เชื้ออะมีบาจะเจริญเติบโต แบ่งตัวได้มากกว่าและเร็วกว่าปกติอีกด้วยนะคะ ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดในการป้องกันคือ ไม่ให้สำลักน้ำตามแหล่งน้ำต่างๆเข้าสู่โพรงจมูก และ ไม่เดินลุยน้ำที่ขังและไม่สะอาด พึงสังเกตอาการผิดปกติต่างๆของตนเองตลอดเวลาอีกด้วยคะ เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเเละคนที่เรารักนะคะ 




ติดเชื้ออะมีบา,อะมีบา,Amoeba

ที่มาของรูปภาพ : Google.com











Wednesday, 25 July 2012

ทำอย่างไรจะปลอดภัย...เมื่อใช้"ยาปฏิชีวนะ"

ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ//การแพทย์ ทุกวันนี้มันเยอะยิ่งนักนะคะ
ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคที่มันพัฒนาตัวมันเองแข่งกับยาต้านที่มนุษย์เราผลิตมาเพื่อสู้กับมัน
ต่างคนต่างดิ้นรน น่าเหนื่อยจังเลย...

เมื่อร่างกายของเราก็เหมือนกับเครื่องจักร ทำทุกวันหนักๆไม่พัก สักวันมันก็ต้องมีวันเสื่อมวันพังเป็นเรื่องสัจธรรมของชีวิต แต่เราจะทำอย่าางไร ป้องกันหรือส่งเสริมอย่างไรให้ร่างกายหรือเครื่องจักรของเราไม่เสื่อมสภาพ//หรือว่าง่ายๆเสื่อมสภาพแบบน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อโลกเปลี่ยนไปวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลง ก็มีการพัฒนาทั้งยารักษาโรค การรักษา การผ่าตัด ให้ทันสมัยเพื่อรับมือกับการยื้อชีวิตให้กลับมาเป็นปกติที่สุด

1ในการรักษาโรคทั่วไปคือ ยา
และยานี่เองคือสารเคมีที่จะเข้าร่างกายไปช่วยให้ร่างกายของเราดีขึ้น แต่..เราสามารถซื้อยามารับประทานเองได้หรือไม่?? และจะต้องปรึกษาใคร??
ยาชนิดหนึ่งที่ทุกคนคงเคยได้รับยาชนิดนี้กันมาเเล้วอย่างแน่นอนคือ ยาแก้อักเสบ หรือ ยาปฏิชีวนะ นั่นเองคะ

      ยาปฏิชีวนะคือยาอะไร?

ในวงการแพทย์มักเรียกยาปฏิชีวนะว่า แอนติไบโอติก (Antibiotics) หมายถึง ยาต้านสิ่งมีชีวิต ซึ่งสิ่งมีชีวิตในที่นี้ คือ เชื้อโรคนั่นเอง โดยทั่วไปมักเป็นเชื้อแบคทีเรีย บางคนจึงเรียกว่า ยาต้านแบคทีเรีย (แอนติแบคทีเรียล/Antibacterial) แต่ยังอาจครอบคลุมถึงเชื้อไวรัสบางชนิด และเชื้อราบางชนิดอีกด้วยคะ

ยาปฏิชีวนะรักษาโรคได้อย่างไร?

กลไกการออกฤทธิ์ของยาปฏิชีวนะ มีกระบวนการทำลายและยับยั้งการเจริญ เติบโตของเชื้อแบคทีเรียโดย 
-ทำลายเยื้อหุ้มเซลล์ซึ่งส่งผลทำให้สมดุลในการดำรงชีวิตของเชื้อโรคเสียไปและตายในที่สุด         
-ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ (Cell Wall) ซึ่งเป็นผนังภายนอกสุดของเซลล์ ที่ห่อหุ้มเยื่อหุ้มเซลล์อีกชั้นหนึ่ง ด้วยกลไกนี้จะทำให้เชื้อแบคทีเรียต่างๆไม่สามารถแพร่พันธุ์ จึงหยุดการเจริญเติบโต
-ก่อกวนการสังเคราะห์สารพันธุกรรม(ดีเอนเอ และ อาร์เอนเอ)
ในตัวของเชื้อแบคทีเรีย  กลไกดังกล่าวจะทำให้เชื้อแบคทีเรีย ไม่สามารถผลิตลูกหลานออกมาได้อีกต่อไป
-กระตุ้นให้เชื้อแบคทีเรีย ปลดปล่อยน้ำย่อยออกมาย่อยตัวเองและตายลงในที่สุด
อนึ่ง ความสามารถในการทำลายเชื้อแบคทีเรียของยาปฏิชีวนะ ไม่ได้ขึ้นกับวิธีการ หรือกลไกทำลายเชื้อโรคเท่านั้น แต่ยังขึ้นกับความสามารถในการนำ หรือพายาปฏิชีวนะไปยังอวัยวะที่มีการติดเชื้อ หากร่างกายไม่สามารถนำยาไปยังอวัยวะที่มีการติดเชื้อได้ ก็ไม่สามารถทำลายเชื้อโรคได้ ซึ่งการนำยาไปยังอวัยวะเป้าหมาย มีหลายช่องทาง
 เช่น การกิน การฉีดใต้ผิวหนัง การฉีดเข้ากล้ามเนื้อ การฉีดเข้าหลอดเลือดดำ และ การทาที่ผิวหนัง

ใช้ยาปฏิชีวนะนานๆ หรือ พร่ำเพรื่อ ส่งผลเสียอะไรบ้าง?

การใช้ยาปฏิชีวนะ ต้องใช้ให้เหมาะสม และตรงกับชนิดของโรคที่จะรักษา การได้รับยาไม่ครบตามปริมาณ และในขนาดที่เหมาะสม ส่งผลเสียโดยตรง คือ อาการของโรคไม่ดีขึ้น 
แต่การใช้ยาปฏิชีวนะนานเกินไป หรือใช้มากเกินไปก็มีผลเสีย ดังนั้นการเลือกใช้ยาปฏิชีวนะควรต้องอยู่ในการควบคุมดูแลของแพทย์ หรือขอคำ แนะนำจากเภสัชกรก่อนใช้เสมอ
ผลเสียจากใช้ยาปฏิชีวนะนานๆ หรือ พร่ำเพรื่อ ที่พบบ่อย คือ
-เชื้อโรคมีพัฒนาการต่อต้านยาปฏิชีวนะ ส่งผลให้เกิดภาวะดื้อยา (เชื้อดื้อยา)
-เกิดการกดภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายที่มีตามธรรมชาติ ทำให้ร่าง กายอ่อนแอลง ไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคได้ด้วยภูมิคุ้มกันของตัวเอง ซึ่งมักพบภาวะกดภูมิคุ้มกันกับการใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินไปในเด็ก
-เกิดการทำลายจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ซึ่งอาศัยอยู่ในทางเดินอาหาร ส่งผลให้การสร้าง และ/หรือ การดูดซึม วิตามินบางกลุ่มสูญเสียไป เช่น วิตามิน เค เป็นต้น
-ได้รับผลอันไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง) ของการใช้ยา เช่น ท้องเสีย ผื่นคัน ลมพิษ และ หอบหืด
-รบกวนการทำงานของยากลุ่มอื่น (ปฏิกิริยาระหว่างยา) เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะบางกลุ่มพร้อมกับยาคุมกำเนิด จะทำให้ฤทธิ์ในการคุมกำเนิดลดลง จนอาจเกิดการตั้งครรภ์ตามมาได้
ด้วยการซื้อยาปฏิชีวนะใช้เอง หรือใช้ตามคำบอกเล่า มักส่งผลเสียมากกว่าประโยชน์ที่ควรได้รับ เช่น
  • สูญเสียความสามารถในการรักษาโรค ด้วยเลือกใช้ยาปฏิชีวนะไม่ตรงกับโรค
  • ก่อให้เกิดพิษหรือการแพ้ยา ปฏิชีวนะ บางรายอาจถึงขั้นรุนแรงและเสียชีวิตในที่สุด
  • สูญเสียทางเศรษฐกิจ ด้วยค่าใช้จ่ายในการซื้อยาและไม่ได้รับประสิทธิผลของยาที่ใช้ในการรักษา
  • เป็นสาเหตุสำคัญของเชื้อดื้อยา ซึ่งต่อไปเมื่อเกิดติดเชื้อ มักจะรุนแรง รักษาได้ยาก มีโอกาสเสียชีวิตได้สูงขึ้น

ดังนั้น คำแนะนำสำคัญในการใช้ยาปฏิชีวนะ 
คือ ควรต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์เสมอ หรือ อย่างน้อยควรต้องปรึกษาเภสัชกร หรือ พยาบาล ก่อนซื้อยากินเองเสมอ เพราะนอกจากอันตรายดังกล่าวแล้ว ยังมีปัจจัยที่ต้องใช้ประกอบในการเลือกใช้ยาปฏิชีวนะอีกมากมาย เช่น ภาวะหอบหืด ภาวะตับ และ/หรือไตทำงานผิดปกติหรือไม่ วัยของผู้ป่วย ซึ่งต้องคำนวณการใช้ยาที่แตกต่างกันออกไป
นอกจากนี้ การแจ้ง แพทย์ พยาบาล และ เภสัชกร ให้ทราบว่าตนเองแพ้ยา (การแพ้ยา)ปฏิชีวนะกลุ่มใด หรือ ตัวใด   เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ยาให้ยิ่งสูงขึ้นอีกด้วยนะคะ
ขอขอบคุณที่มาของข้อมูล : Haamor.com//antibiotic



ยาปฏิชีวนะ,ยาฆ่าเชื้อ,antibiotic

ที่มาของรูปภาพ : Google.com






Tuesday, 24 July 2012

แค่น้ำเต้าหู้...ก็สวยได้

วันนี้ไม่ได้มาอัพความรู้เรืิ่องโรคให้ได้อ่านกันนะคะ แต่วันนี้ขอมาเล่าถึงคุณงามความดีของสารอาหารชนิดหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติทำให้สาวๆอย่างเรา ยังคงความสาวและสวย ผิวพรรณดีอยู่ได้ไปอีกนาน
ของสิ่งที่จะกล่าวถึงนี้ ราคาไม่แพง หามารับประทานง่ายมากๆคือ "น้ำเต้าหู้" นั่นเองคะ

น้ำเต้าหู้ ทำมาจากอะไร


วัตถุดิบในการผลิตน้ำเต้าหู้นี้หาง่ายมากๆคะ น้ำเต้าหู้ทำมาจากถั่วเหลือง ซึ่งวิธีในการทำก็ง่ายแสนง่าย

มีวิธีทำดีังต่อไปนี้คะ
-นำถั่วเหลือง ไปแช่น้ำไว้สัก1-2ชั่วโมง เพื่อให้เมล้ดถั่วเหลืองมันเปื่อย//นิ่มลง
-นำถั่วเหลืองที่แช่น้ำนั้นไปปั่นในเครื่องปั่นใส่น้ำเข้าไปด้วยนะคะ//หรือเครื่องสกัดน้ำเต้าหู้โดยเฉพาะก็ได้คะ(สะดวกดีด้วย)
-นำน้ำที่ปั่นจากเมล้ดถั่วเหลืองมากรองโดยผ้าขาวบาง
-เมื่อได้น้ำสกัดจากถั่วเหลืองแล้วก็นำไปต้มให้เดือด
-ปรุงรสด้วยการเติมน้ำตาล ใส่เครื่องเคียงลงไปด้วยเพื่อสุขภาพที่ดี เช่น ลุกเดือย ถั่วแดง วุ้น สาคู เม็ดแมงลัก หรืออย่างอื่นที่เราชื่นชอบก็ได้คะ

แล้วในน้ำเต้าหู้มีสารอะไร? ทำไมสาวๆอย่างเราถึงต้องกินนะ??

ถั่วเหลืองเป็นแหล่งไขมันและโปรตีนที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมไปถึงสารอาหารที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ ,บีรวม ,บี1,บี 2 ,บี 6 ,บี 12 ,ไนอาซิน ,เลซิทิน ซึ่งตัวหลังสุดช่วยในการบำรุงสมอง เพิ่มความทรงจำ นอกจากนี้สารอาหารที่อยู่ในนมถั่วเหลืองยังช่วยลดไขมันและคอเลสเทอรอล ป้องการเกิดโรคกระดูกพรุน โรคหัวใจล้มเหลว ท้องผูก สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ และริดสีดวงด้วยนะคะ

น้ำเต้าหู้กับสุขภาพ
    นมถั่วเหลืองให้พลังงานได้มากพอ ๆ กับนมวัว แม้ปริมาณโปรตีน วิตามินและเกลือแร่อื่น ๆ อาจได้ไม่เท่ากับนมวัว แต่ข้อดีที่สำคัญคือ กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน
 เพราะ ไขมันในนมถั่วเหลือง เป็นไขมันไม่อิ่มตัวมีมากถึง 63% 
                                           ไขมันอิ่มตัว 15 %
                                           ไขมันไม่อิ่มตัวชนิดเดี่ยวอีก 24 %
                                           และยังมี linoleic acid กรดไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย 

นอกเหนือจากคุณค่าในแง่ของพลังงานแล้ว ในนมถั่วเหลืองยังมีสารอาหารอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิตามินอี ที่มีในปริมาณที่สูง วิตามินอี มีส่วนสำคัญที่ช่วยต้านสารอนุมูลอิสระ ช่วยดูแลเนื้อเยื่อร่างกายให้เป็นปกติ ทำให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง และยังช่วยชะลอความแก่อีกด้วย ...เพราะฉะนั้น ถ้าใครทานนมถั่วเหลืองมาก ๆ ก็มีสิทธิแก่ช้า แถมยังได้ผิวพรรณที่สดใสอยู่กับเราไปนาน ๆ ด้วย

น้ำเต้าหู้ดีกับสุขภาพโดยเฉพาะกับผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทอง หากมีการรับประทานน้ำเต้าหู้อยู่เสมอจะช่วยลดอาการต่าง ๆ ของหญิงวัยหมดประจำเดือนไม่ว่าจะเป็นร้อนวูบวาบ ช่องคลอดแห้ง ไขมันสูง อารมณ์ไม่ปกติ ในน้ำเต้าหู้จะมีสารเคมีสำคัญตัวหนึ่ง คือ ไอโซฟลาโวน ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน ประโยชน์ของสารตัวนี้สามารถลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านม ส่วนคุณผู้หญิงที่ไม่อยู่ในช่วงวัยทองก็ได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน เพราะจะช่วยปรับฮอร์โมนของผู้หญิงให้สมดุลได้เช่นเดียวกับยาคุมกำเนิดอีกด้วยคะ



นมถั่วเหลือง,เต้าหู้



ที่มาของรูปภาพ: Google.com

**เมื่อเห็นประโยชน์อย่างนี้เเล้ว อย่าลืมดื่มน้ำเต้าหู้เป็นปประจำ เพื่อความสวยและสุขภาพที่ดีของเรานะคะ ^^

Monday, 23 July 2012

ปวดหลังจากการทำงาน...โรคฮิตของวัยทำงาน


โรคปวดหลังจากการทำงาน          
   
   คือภาวะที่เกิดการตึงตัว เกร็งตัวของกล้ามเนื้อบริเวณเอว หรือ หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อนแล้วส่งผลทำให้เกิดการเจ็บปวดนั่นเองคะ

สาเหตุของโรคปวดหลังจากการทำงาน
-      การนั่งผิดท่าเช่น การนั่งหลังโก่ง นั่งบิด
-       นั่งขับรถหลังโก่ง
-       การยืนที่ผิดท่า
-      การยกของผิดท่า
-       ร่างกายไม่แข็งแรง
-       ทำงานมากไป

      ซึ่้งปัจจัยหลักๆและที่สำคัญคือ น้ำหนักของวัตถุที่จะยก เพราะหากเรายกสิ่งของที่น้ำหนักมากเกินไปก็จะทำให้เกิดอาการปวดหลังได้อย่างแน่นอนคะ


การป้องกัน


*   เลือกบุคลากรให้เหมาะสมกับงาน
*  ทำงานด้วยท่าทางที่ถูกต้อง
*  น้ำหนักของสิ่งของที่ยกไม่เกินพิกัด//ความสามารถในการยก
*  มี การใช้เครื่องทุ่นแรงช่วยในการยกเคลื่อนย้ายสิ่งของทุกครั้ง



ข้อควรปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคปวดหลัง

- หลีกเลี่ยงจากการงอเอว ให้งอข้อสะโพกและเข่าร่วมด้วย
- หลีกเลี่ยงจากการยกของหนักโดยเฉพาะที่อยู่เกินเอว
- หันหน้าเข้าสิ่งของทุกครั้งที่จะยกของ
- ถือของหนักชิดตัว
- ไม่ยกหรือผลักของที่หนักเกินตัว
- หลีกเลี่ยงการยกของที่มีน้ำหนักไม่เท่ากัน
- หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
- เปลี่ยนท่าบ่อยๆ
- การถูพื้น ดูดฝุ่น การขุดดิน ควรจะถือเครื่่องมือไว้ใกล้ตัว ไม่ก้าวยาวๆหรือเอื้อมมือหยิบของ
- ให้นั่งสวมถุงเท้า รองเท้า ไม่ยืนเท้าข้างเดียวสวมรองเท้าหรือถุงเท้า
- หลีกเลี่ยงการแอ่นหลังหรืองอหลัง
- นั่งหลังตรงและมีพนักพิงที่หลัง  หาหมอนหรือผ้ารองบริเวณเอว ให้ยืนยืดเส้นทุก 20-30 นาที
- การยืน..อย่ายืนหลังค่อม  ให้ยืนยืดไหล่อย่าห่อไหล่เพราะจะเมื่อยคอ  อย่าใส่รองเท้าที่ส้นสูงมาก
- การยก ย้ายสิ่งของให้เลือกวิธีอื่นเช่น การผลักหรือดัน  ,  เวลาจะยกให้เดินเข้าใกล้สิ่งที่จะยก
  ย่อเข่าลงแล้วจับแล้วยืนขึ้น,ไม่ก้มหลังยกของ

ปวดหลังคืออะไร,ปวดหลังจากการทำงาน

ที่มาของรูปภาพ : Google.com


Monday, 16 July 2012

เอนเทอโรไวรัส...คืออะไร

ตอนนี้คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้ว่า ไม่เคยได้ยินชื่อ >>เชื้อเอนเทอโรไวรัส
สงสัยกันหรือไม่คะ ว่าเชื้อนี้คืออะไร มีผลต่ออะไร ทำให้เกิดอะไร?


เชื้อเอนเทอโรไวรัสคืออะไร?
เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ส่งผล//ก่อให้เกิดโรคต่างๆในเด็กคะ ที่มีทั้งหมด 68 Serotype 
แต่ที่โด่งดัง ณ เวลานี้ คือ เชื้อไวรัสเอนเทอโร71 นั่นเอง เป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรค มือ เท้า ปาก (Hand Foot Mouse) ที่กำลังระบาดที่ประเทศกัมพูชา แล้วอพยพข้ามมาฝั่งบ้านเราในทุกวันนี้น่ะคะ


การติดต่อของเชื้อไวรัสชนิดนี้
ติดต่อในรุปของการที่เรารับประทานอาหารหรือมีเชื้อไวรัสนี้ปนเปื้อนเข้าไปในร่างกาย
หรือเกิดการแพร่กระจายเชื้อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง โดยการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งของผู้ที่มีเชื้อไวรัสนี้อยุ่แล้ว เช่นน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ละอองจากการไอจาม น้ำเหลืองจากแผลพุพอง  หรืออุจจาระของผู้ป่วยที่มีเชื้อ ซึ่งเชื้อไวรัสนี้มีระยะฟักตัวที่3-7วันคะ


เมื่อตืดเชื้อไวรัสเอนเทอโร71แล้ว เสียชีวิตทันทีเลยหรือไม่?
คำตอบ ส่วนใหญ่ผู้ที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อเอนเทอโรไวรัส71นั้น ยังไม่มีข้อมูลใดๆที่บอกว่า มีการเสียชีวิตจากไวรัสชนิดนี้โดยตรงคะ ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อไวรัสมากกว่าคะ เช่น มีการติดเชื้อที่ปอด ที่เยื่อหุ้มสมอง ที่ไขสันหลังเป็นต้นคะ


การป้องกัน
ปัจจุบันนี้ยังไม่มีวัคซีนใดๆ ที่จะป้องกันเชื้อไวรัสนี้ได้ แต่เราสามารถทำได้โดย
-หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ที่ป่วยมีเชื้อไวรัสชนิดนี้
-หมั่นล้างมือบ่อยๆ เพื่อป้องกันการนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย หรือเผยแพร่ไปให้ผู้อื่น
-แยกเด็กที่ป่วยด้วยเชื้อไวรัสนี้ มิให้สัมผัสกับเด็กคนอื่นเพื่อป้องกันการเผยแพร่เชื้อนั่นเอง





ที่มาของรูปภาพ : Google.com





Sunday, 8 July 2012

ยาคุมฉุกเฉิน...ใช้ได้จนเพลินหรือแค่Emerจริงๆ

การคุมกำเนิดของมนุษย์โลกเรานั้นมีหลายวิธีเป็นอย่างมาก
ไม่ว่าจะเป็น การทำหมันหญิง ทำหมันชาย การใช้ถุงยางอนามัย การใช้ห่วงอนามัย การรับประทานยาคุมกำเนิด เป็นต้น

เมื่อโลกเราเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน วิวัฒนาการทางการแพทย์ก็พัฒนาไปด้วย
ในทุกวันนี้มีการพัฒนายาคุมกำเนิดในอีกรูปแบบหนึ่งคือ ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน
วันนี้เรามาทำความรู้จักเกี่ยวกับยาคุมกำเนิดฉุกเฉินตัวนี้กันดีกว่านะคะ จะได้เลือกใช้อย่างถูกต้อง

ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน คืออะไร
 ยาคุมฉุกเฉินหรือยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน (Emergency Pill)นั้น จัดว่าเป็๋นยาคุมประเภทหนึ่ง ที่มีข้อพึงใช้เมื่อเกิดกรณีฉุกเฉินเท่านั้น เช่น  โดนข่มขืนแล้วผู้ร้ายหลั่งข้างใน หรือคู่สามีภรรยา คุมกำเนิดโดยถุงยางอนามัยแต่เกิดถุงยางแตก //รั่ว ลืมรับประทานยาคุมกำเนิด 2 วันติดกัน เป็นต้น

ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน กินอย่างไร??
ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน 1 แผง จะมียา 2เม็ด ซึ่งแต่ละเม็ดประกอบด้วยยาที่มีฮอร์โมน Levonorgestrel 750 microgram 

การรับประทานยาอย่างถูกต้องคือ 
- เม็ดแรก ต้องทานให้เร็วที่สุดคือ หลังมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน โดยต้องไม่เกิน 72 ชั่วโมง
- เม็ดที่สอง ต้องทานหลังรับประทานเม็ดแรกไปแล้วไม่เกิน 12 ชั่วโมง
**หากเกิดมีการอาเจียน หลังรับประทานยาในแต่ละเม็ดไปแล้ว ต้องรับประทานยาไปใหม่ และห้าม!!รับประทานยาเกิน4 เม็ดต่อเดือนนะคะ

ถ้าหากเราจะรับประทานยาคุมฉุกเฉิน 2เม้ดในครั้งเดียวเลยได้หรือไม่?
คำตอบ คือ ได้ค่ะ เพียงแต่จะทำให้เกิดอาการอาเจียนมากกว่าการแบ่งรับประทานครั้งละเม็ด 2 ครั้งเองคะ

*** ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินนั้น ไม่ได้คุมกำเนิดได้ 100% นะคะ ป้องกันการคุมกำเนิดได้แค่ 75-90% เท่านั้นเอง  จะอย่างไรนั้น เราควรป้องกันด้วยวิธีอื่นด้วย และที่สำคัญ ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินไม่ได้ป้องกันโรคติดต่อจากเพศสัมพันธ์นะคะ




ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน



ที่มาของรุปภาพ : Google.com


Tuesday, 3 July 2012

Bulemia...โรคทางจิตหรือคิดไปเอง

ใครๆก็อยากหุ่นดี หุ่นสวยงาม
บางคนอดอาหาร บางคนงดอาหาร
บางคนออกกำลังกาย บางคนทานยาลดน้ำหนัก
แต่...บางคน ถึงขั้นทานเข้าไปแล้วล้วงคอ เพื่อให้สิ่งที่เราทานเข้าไปนั้นออกมา - -"
ในวันนี้จะขอกล่าวถึงโรคBulemia(บูลีเมีย) นั่นเองคะ


Bulemia คืออะไร?
เป็นความผิดปกติของการรับประทานคะ ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่จะแสดงอาการโดยการที่รับประทานอาหารเข้าไปในปริมาณมากๆ อยากอาหารทันทีแบบที่ไม่สามารถบังคับตนเองได้ ทำให้รับประทานอาหารมากเกินไป แล้วรู้สึกผิด อยากล้วงคอทำให้ตัวเองอาเจียนหรือทานยาถ่ายเพื่อระบายออกเพราะกลัวอ้วน นั่นเอง

สาเหตุของโรคบูลีเมีย ที่เห็นได้อย่างชัดเจนเลยคือ การสร้างค่านิยมที่ผิดๆให้กับตัวเอง ในเรื่องของน้ำหนักตัว กลัวอ้วน และสาเหตุรองลงมา คือ ความเครียด//มีอาการซึมเศร้า//หรือมีความวิตกกังวลกับรูปร่างของตน กับน้ำหนักของตนเอง
**มักจะพบในวัยรุ่นและวัยทำงานอายุประมาณ20-30ปี

อาการของโรค
-ผู้ป่วยจะมีอาการควบคุมตนเอวไม่ได้เกี่ยวกับการรับประทานอาหารหรือควบคุมการรับประทานอาหาร
-มีความกังวลในรูปร่างของตนเองมากเกินไป
-มีความผิดปกติของการรับประทานอาหาร ทานเข้าไปแล้วล้วงคออ้วก เอาอาหารออกมา
-ประจำดือนขาด เนื่องจากร่างกายขาดสารอาหาร ทำให้เจริญเติบโตไม่เต็มที่
-เลือกรับประทานมากเกินไป เกินความพอดี
-หมกหมุ่นกับการออกกำลังกายเกินความพอดี
-ชั่งน้ำหนักของตัวเองบ่อยเกินความปกติ

การรักษา
*นำผู้ป่วยเข้าปปรับพฤติกรรม ปรับมุมมองของตนเองให้เหมาะสม
*ให้ผู้ป่วยเข้าเรียนรุ้เกี่ยวกับการรับโภชนาการที่เหมาะสม
*ในบางรายที่เป็นรุนแรง อาจต้องใช้ยาระงับอาการซึมเศร้า

**โรคบูลิเมียเป็นโรคที่ทำอันตรายที่มีผลต่อการเสียชีวิตได้ อันเนื่องมาจากทำให้ระบบอาหารของร่างกายแปรปรวน ร่างกายไม่ได้รับอาหารอย่างเพียงพอ ดังนั้น เราจึงควรรับประทานอาหางอย่างพอดี ออกกำลังกาย และพอใจในสิ่งที่ตนเป็น มองโลกในแง่บวก เพียงแค่นี้ เราก็จะมีความสุขในการดำเนินชีวิตได้แล้วคะ


ล้วงคออ้วก




ที่มารูปภาพ : Google.com


Wednesday, 27 June 2012

เมื่อจมูกฉัน...มีเลือดกำเดาไหล!!

คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ไม่เคยเป็นเลือดกำเดาไหล ใช่มั้ยคะ
เคยสงสัยมั้ยว่า เลือดกำเดาเกิดจากอะไร
เลือดกำเดาคืออะไำร??

เลือดกำเดาไหล  


คือ ภาวะที่เลือดออกทางจมูก เกิดจากเส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกและบริเวณใกล้เคียงฉีกขาดทั้งทางด้านหน้าและด้านหลัง 
ซึ่งพบได้ในทุกเพศและทุกวัย  ในเด็กเล็กนั้นและไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใดคะ แต่ในผู้ใหญ่แล้วเลือดกำเดาที่เกิดจากสาเหตุเส้นเลือดใหญ่แตก เป็นเนื้องอก หรือมะเร็งในจมูก เหล่านี้ล้วนเป็นอันตรายทั้งสิ้นนะคะ


ผู้ป่วยที่มีเลือดกำเดาไหลควรรีบไปพบแพทย์ ในกรณีที่
1.มีเลือดกำเดาออกติดต่อกัน นานมากกว่า 20 นาที
2.เกิดเลือดกำเดาไหล ตามหลังอุบัติเหตุบริเวณศีรษะ 



สาเหตุของเลือดกำเดา

* การระคายเคืองหรือบาดเจ็บต่อเยื่อบุจมูก ได้แก่ 

- การแคะจมูก (แคะออกจะเกิดแผลถลอก จึงมีเลือดออกตามมา)

- การสั่งน้ำมูกแรง ๆ

-การเปลี่ยนแปลงความกดอากาศอย่างรวดเร็ว เช่น การดำน้ำ 

-การได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะและใบหน้า 

-มีสิ่งแปลกปลอมในจมูก

-การอักเสบและติดเชื้อที่บริเวณโพรงจมูก (จะทำให้มีเลือดมาเลี้ยงโพรงจมูกมากขึ้น จึงมีเลือดคั่งที่เยื่อบุจมูกและเยื่อบุโพรงอากาศข้างจมูก ถ้าสั่งน้ำมูกหรือจามรุนแรง อาจทำให้เลือดกำเดาไหลหรือมีน้ำมูกปนเลือด)

-ผนังกั้นช่องจมูกคด

-เนื้องอกในจมูกหรือโพรงอากาศข้างจมูก 

-โรคความดันโลหิตสูงหรือเส้นเลือดแดงแข็งตัว (Atherosclerosis)

-โรคเลือดที่ทำให้เลือดออกง่าย 

-มีการคั่งของเส้นเลือดดำ 


การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

* ให้ผู้ป่วยก้มหน้าลง ห้าม!! เงยหน้าเด็ดขาด เพราะจะทำให้เลือดไหลลงคอแล้วเกิดการสำลักลงสู่ปอดได้
*ใช้นิ้วชี้และหัวแม่มือบีบที่ปีกจมูกทั้งสองข้างให้แน่น เป็นเวลานาน 5–10 นาที 
 (ให้หายใจทางปากแทนคะ วิธีนี้จะช่วยห้ามเลือดกำเดาชนิดเลือดออกทางส่วนหน้าของจมูกได้ดี
  ทีเดียว)
* นั่งและโน้มตัวมาข้างหน้า เพื่อลดความดันของหลอดเลือดดำในโพรงจมูก จะช่วยให้เลือดออกน้อยลง 
* นำน้ำแข็งมาประคบบริเวณหน้าผากหรือคอ เพื่อให้เลือดหยุด 
  (การประคบน้ำแข็งควรประคบนานประมาณ 10 นาที แล้วจึงเอาออกประมาณ 10 นาที แล้วค่อยประคบ ใหม่เป็นเวลา10 นาที ทำเช่นนี้สลับกันไปเรื่อย ๆคะ)
*นอนพัก ยกศีรษะให้สูงกว่าระดับหัวใจ
*ภายใน 24-48 ชั่วโมงแรก หลังเลือดกำเดาไหล 
ควรหลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูกแรง ๆ, การแคะจมูก, การกระทบกระเทือนบริเวณจมูก, การออกแรงมาก, การเล่นกีฬาที่หักโหมหรือยกของหนัก เพราะอาจทำให้มีเลือดออกซ้ำได้

ถ้าเลือดออกไม่หยุดหรือออกมากผิดปกติ ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อปรึกษาแพทย์ทันที


เลือดกำเดาไหล,เลือดออกที่จมูก



ที่มาของรุปภาพ : Google.com













Monday, 25 June 2012

หรือฉันจะเป็น...โรคย้ำคิดย้ำทำ(Obsessive Compulsive Disorder)

เอ๊ะ!!  เมื่อกี้เราปิดก๊อกน้ำรึยังนะ
เอ๊ะ!!  เมื่อกี้เราปิดปลั๊กไฟรึยังนะ
เอ๊ะ!! เมื่อกี้เราล้างมือรึยังนะ
เอ๊ะ!! ... เอ๊ะ!! แล้วก้เอ๊ะ!!
เคยเป็นกันบ้างมั้ยคะผู้อ่านทุกท่าน

อาการต่างๆที่ยกตัวอย่างมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอาการในโรคย้ำคิดย้ำทำ
(Obsessive-Compulsive Disorder)
โรคย้ำคิดย้ำทำ คืออะไร ??
โรคย้ำคิดย้ำทำ คือโรควิตกกังวลชนิดหนึ่งที่ผู้ป่วยนั้นจะมีลักษณะทำอะไรซ้ำๆ คิดซ้ำๆ ว่าง่ายๆคือ มีการกระทำและความคิดที่ซ้ำๆนั่นเอง และการกระทำกับความคิดนั้นที่ซ้ำๆนั้นเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล

เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคย้ำคิดย้ำทำกันนะคะ


อาการย้ำคิด(Obsessive)
เป็นอาการที่ผู้ป่วยนั้นจะมีความคิดแรงผลักดันจากภายในจิตใจให้คิดกระทำอะไรสักอย่างอย่างซ้ำๆ ซ้ำไปซ้ำมา โดยที่ผู้ป่วยเองจะมีความคิดต่อต้านต่อการกระทำนั้นๆอีกด้วยนะคะ เป็นความทุกข์ทรมานอย่างมากและน่าเห็นใจอย่างยิ่งเลยคะ เช่น
-ผู้ป่วยคิดว่ามือตนเองสกปรกตลอดเวลา ทั้งๆที่มือตนเองสะอาดดี
-ผู้ป่วยที่มีความรู้สึกกลัวอันตราย กลัวแก๊สหุงต้มในบ้านระเบิด ทั้งๆที่แก๊สหุงต้มปกติ
-ผู้ป่วยที่มีความคิดที่ดูถูกศาสนา ดูถูกพระพุทธรูปตลอดเวลา 


อาการย้ำทำ(Compulsive)
ผู้ป่วยจะมีพฤติกรรมซ้ำๆ เป็นผลพวงมาจากอาการย้ำคิดนั่นเองคะ เช่น
-ผู้ป่วยคิดว่ามือตนเองสกปรกตลอดเวลา ก็จะเดินไปล้างมือตลอดเวลาเหมือนกัน
-ผู้ป่วยที่มีความรู้สึกกลัวอันตราย กลัวแก๊สหุงต้มในบ้านระเบิด ก็จะเดินไปปิดวาวล์แก๊สบ่อยๆ
-ผู้ป่วยที่มีความคิดที่ดูถูกศาสนา ดูถูกพระพุทธรูปตลอดเวลา แต่ในใจพอมีภาพแบบนี้ขึ้นมาก็จะกระทำการสวดมนต์ออกมาเพื่อต้านความคิดของตนเอง

สาเหตุที่ทำให้เป็นโรค
1.ระบบสื่อนำสารในประสาทมีความปกติที่ส่วนของSerotonin
2.มีการทำงานของสมองมากขึ้นในส่วนของ Head of caudate nucleus, Orbitofrontal cortex, Cingulate cortex 
3.เกิดจากทฤษฎีการเรียนรู้


การรักษาในโรคนี้มี2ทางด้วยกันคือ
*ด้านพฤติกรรมบำบัด
(เพื่อให้ผู้ป่วยคลายความวิตกกังวลงได้)
- ในกรณีของผู้ป่วยที่จะล้างมือบ่อยๆเพราะมีความคิดว่ามือของตัวเองนั้นสกปรกเปื้อนเชื้อโรค
ผู้ที่บำบัดจะคอยแนะนำให้ผู้ป่วยรอสักระยะอาจจะ2-3ชั่วโมงถึงจะให้ไปล้าง เพื่อให้ผู้ป่วยเผชิญกับความจริงที่คิดไปเองคะ
*ด้ายยา
แพทย์จะให้ยาที่มีฤทธิ์การจับตัวของสารสื่อนำประสาท Serotonin เป็นต้น

**หากเราทำความเข้าใจกับโรคนี้เเล้วจะทำให้ทราบว่า ผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตนั้น เป็นผู้ป่วยที่น่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเกิดการเจ็บป่วยที่ร่างกายแต่มีผลต่อจิตใจอีกด้วยคะ ...
สิ่งที่ดีสุดเเละเป็นยาที่ดีที่สุดคือ คอยให้กำลังใจอยู่ข้างๆตลอดไปนะคะ ^^


Anxiety,วิตกกังวล


ที่มารูปภาพ : Google.com

Saturday, 23 June 2012

ท้อง(ป่องๆนี้)...ชัวร์หรือมั่วนิ่ม

วันนี้เราก็ยังคงวนเวียนๆอยู่ภายในระบบช่องท้องกันอยู่นะคะ...ยังไม่ไปไหนไกล
เรื่องนี้ที่จะกล่าวให้ได้อ่านกัน เป็นเรื่องที่เจ้าของBlogถูกเพื่อนๆพี่ๆเข้ามาปรึกษาเยอะพอควรเลยทีเดียว
เรื่องที่จะเอ่ยถึงนี้คือ"ภาวะการตั้งครรภ์"
ซึ่งจะกล่าวถึงอาการที่บ่งบอกว่า ผ้หญิงคนหนึ่งกำลังจะมีสิ่งที่มีชีวิตอีกคนหนึ่งอยู่ในร่างกายนั่นเอง

อาการของคนท้อง เป็นยังไง ??

อาการที่บ่งบอกว่าคุณตั้งครรภ์อย่างแน่นอนไม่มั่วนิ่ม
1.ประจำเดือนไม่มา
-การที่ประจำเดืิอนไม่มาหรือประจำเดือนขาดนั้น ถือว่าเป็นสัญญาณชัดเจนที่สุด(ในผู้ที่มีประจำเดือนมาอย่างสม่ำเสมอนะคะ)เพราะการที่ประจำเดือนไม่มานั้นมีด้วยกันหลายสาเหตุ จากความเครียด//ร่างกายอ่อนแอ ไม่สบายเป็นต้น

2.อ่อนเพลียง่าย//มีอาการเหนื่อยง่ายมากขึ้น//ง่วงนอนตลอดเวลา
-เป็นผลพวงมาจากการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในร่างกายนั่นเอง เพื่อให้ร่างกายของเราเตรียมพร้อมกับการตั้งครรภ์ ซึ่งจะเกิดขึ้นในระหว่างวันของหญิงที่ตั้งครรภ์คะ จะมีชีพจรเต้นเร็วขึ้นอีกด้วย ทำให้ร่างกายต้องการการพักผ่อน

3.วิงเวียนศีรษะ+คลื่นไส้อาเจียน
-อาการนี้ถือว่าเป็นอาการแพ้ท้อง ส่วนใหญ่จะมีอาการคลื่นไส้ อยากอาเจียนในช่วงหลังตื่นนอนตอนเช้าๆ บางรายอาจเป็นในช่วงเย็นๆได้คะ หรือบางคนนี่เป็นทั้งวัน อาเจียนตลอด รับประทานอาหารได้น้อย ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ แล้วก็เลยเกิดอาการวิงเวียนศีรษะนั่นเอง



4.คัดตึงเต้านม
-อันเนื่องมากจากฮอร์โมนในร่างกายเพิ่มขึ้นจะมีเส้นเลือดมาเลี้ยงเพิ่มมากขึ้น มีผลทำให้ เต้านมขยายใหญ่ขึ้น หัวนม(Nipple)มีสีคล้ำขึ้นและตั้งชูเเละเจ็บมากขึ้นคะ


5.จมูกไวต่อกลิ่น
-เมื่อตั้งครรภ์แล้วนั้นระบบประสาทการรับดมกลิ่นของหญิงตั้งครรภ์จะไวมากๆ ยิ่งโดยเฉพาะต่ออาหารสด ของฉุนเป็นต้น ในบางรายถึงขั้นแพ้กลิ่นตัวของสามีเลยทีเดียว หรือแม้กระทั้่งกลิ่นน้ำหอม กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มที่เคยใช้เป็นประจำ



6.ปัสสาวะสีเข้มและปัสสาวะบ่อยขึ้น
-อาการนี้เกิดจากการที่มดลูกมีขนาดโตขึ้นแล้วไปกดกระเพาะปัสสาวะเลยทำให้เกิดการปัสสาวะบ่อยขึ้น และเมื่อฮอร์โมนเพิ่มขึ้น มีเลือดมาเลี้ยงมาคั่งที่ระบบเชิงกรานมากขึ้น จึงทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้นและมีสีเข้มขึ้น


7.ท้องผูก
-เมื่อตั้งครรภ์เเล้วจะทำให้ระบบลำไส้ใหญ่นั้นบีบตัวน้อยลง และเมื่อขนาดครรภ์ใหญ่ขึ้นจะยิ่งทำให้ท้องผูกเพิ่มขึ้น จากการที่มดลูกนั้นไปกดทับลำไส้ใหญ่

8.รู้สึกมีรสชาติแปลกๆอยู่ในปาก
-เป็นผลจากการเกิดกรดไหลย้อน เนื่องจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นทำให้หลอดอาหารอ่อนแอลงและรวมถึงขนาดมดลุกที่ใหญ่เพิ่มขึ้นและมากดที่กระเพราะปัสสาวะ จึงทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนได้

9.มีความรู้สึกอยากทานอาหารแปลกๆ
-ฮอร์โมนที่เพิ่มระดับมากขึ้น ทำให้การรับรสชาดแปลกไป อยากลองอาหารที่แปลกใหม่ทั้งที่ไม่เคยรับประทานมาก่อน

10.ผลจากการตรวจสอบการตั้งครรภ์
-การทดสอบการตั้งครรภ์นี้จะมีความแม่นยำมากเมื่อทำการตรวจสอบหลังจากเกิดการปฏิสนธิได้10-14วัน เนื่องจากเป็นการตรวจหาฮอร์โมนHcg ซึ่งจะดีมากเมื่อทำการตรวจปัสสาวะในช่วงตื่นนอนตอนเช้าตรู่ เพราะฮอร์โมนเยอะ และมีความแม่นยำสูงเลยทีเดียวคะ แต่ยังไงก็ตามควรตรวจซ้ำอีกครั้งหลังจากการตรวจครั้งเเรกไปแล้ว1สัปดาห์นะคะ เพื่อเป็นการยืนยันอีกครั้งคะ


**ยังงัยก็ตามแต่ควรมีครรภ์เมื่อพร้อมนะคะ จะได้ไม่กลายเป็นปัญหาตามมาให้แก้ไข ทุกสิ่งจะดีเสมอเมื่อเราพร้อมที่จะมีคะ

อาการคนท้อง



ที่มารูปภาพ : Google.com

Friday, 22 June 2012

ไอ้...ไส้ติ่ง!!

เมื่อบทความที่แล้วได้กล่าวถึงไส้เลื่อนไป อ๊ะ คราวนี้เขยิบขึ้นมากันสักหน่อยนะคะ
ไม่ใกล้ไม่ไกลจากไส้เลื่อนเท่าไหร่คะ

--- ไส้ติ่ง//Appendix ---
ไส้ติ่งคืออวัยวะส่วนหนึ่งภายในร่างกาย เป็นส่วนที่ยื่นออกมาจากลำไส้ใหญ่ ภายในเป็นเนื้อเยื่อและมีต่อมน้ำเหลืองอยู่ หน้าและบทบาทในมนุษย์เราไม่มีเลยคะ (เวลาใครด่าว่า เป็น ไอ้ไส้ติ่ง..นี่มันเจ็บมากเลยง่ะ) แต่ในสัตว์จำพวกกินพืชเคี้ยวเอื้อง ไส้ติ่งจะมีหน้าที่ย่อยอาหารนั่นเองคะ อ่าา พอมีประโยชน์ขึ้นมาบ้าง ^^

แล้วถ้าจู่ๆไส้ติ่งอันนี้มันเกิดอักเสบขึ้นมาละ 
---ไส้ติ่งอักเสบ//Appendicitis---
คือภาวะที่ไส้ติ่งมีการอุดตันเกิดขึ้น จากอุจจาระที่เคลื่อนจากลำไส้ใหญ่เกิดผลัีดลงเข้าสู่ไส้ติ่งจนเกิดการติดเชื้อในตอมน้ำเหลืองที่อยู่ในไส้ติ่งนั่นเอง
อาการแสดงอย่างไรจึงถือว่าเกิดภาวะไส้ติ่งอีกเสบขึ้นกับเราแล้ว??
1.ระยะไส้ติ่งอุดตัน
มีอาการปวดท้องแบบกระทันหัน มักจะปวดรอบๆสะดือ+เบื่ออาหาร+จุกแน่นในช่องท้อง
2.ระยะไส้ติ่งบวมโป่งขึ้น
(เนื่องมาจากเชื้อโรคที่ติดเชื้อนั้นเริ่มลามออกมาที่เนื้อเยื่อชั้นนอกของไส้ติ่ง)
จะมีอาการปวดท้องรุนแรงมากขึ้นและย้ายบริเวณมาปวดที่แถวๆท้องน้อยด้านขวา+มีอาการท้องเสียหรือท้องผูกเกิดขึ้นได้ เดินหรือขยับจะปวดมาก ต้องอยู่นิ่งๆ หรืออาจต้องนอนงอเข่าขึ้นมา1ข้าง //ยืนตัวงอจะช่วยบรรเทาปวด
3.ระยะไส้ติ่งอักเสบแตกกระจายในช่องท้อง
ระยะนี้อันตรายอย่างมากเลยคะ อันตรายอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ เนื่องจากมีการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น + มีไข้ร่วมด้วย

การวินิจฉัย
ส่วนใหญ่แล้วเเพทย์จะวินิจฉัยอาการไส้ติ่งอักเสบจากการซักประวัติของอาการปวดท้องและจากการตรวจร่างกาย(ตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะ) หรือในบางรายอาจจะต้องมีการX-Ray คอมพิวเตอร์เพิ่ม (แล้วแต่กรณีไป)

การรักษา
**ในผู้ป่วยทุกรายที่เกิดไส้ติ่งอักเสบนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดเอาไส้ติ่งออก

**ไส้ติ่งเป็นอวัยวะเล็กๆ เเต่หากมันเกิดประท้วงร่างกายเราขึ้นมา เกิดอักเสบแล้วล่ะก้ไม่ใช่เรื่องเล้กเลยนะคะ ดังนั้นผู้อ่านทุกท่านควรพึงสังเกตุอาการ เจ็บท้องรอบๆสะดือ--ย้ายมาที่บริเวณท้องน้อย--เบื่ออาหาร--จุกแน่น--ท้องเสียหรือท้องผูก +มีไข้สูงงง
หากมีอาการเหล่านี้เเล้วควรรีบมาพบแพทยืเพื่อให้ได้รับการรักษาที่ทันท่วงทีนะคะ ^^


ไส้ติ่งคืออะไร


ที่มาของรูปภาพ : Google.com